ตลาดรถเบ็นซ์ ซื้อขายรถเบ็นซ์ บทความทั่วไป http://www.taladbenz.com แค่บล็อกเวิร์ดเพรสบล็อกหนึ่ง Sat, 19 May 2012 03:28:04 +0000 http://www.taladbenz.com en hourly 1 ตะกูลส้มสารพัดประโยชน์ http://www.taladbenz.com/?p=1354 http://www.taladbenz.com/?p=1354 Fri, 18 May 2012 04:14:38 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1354

ไม่ใช่เพียงแค่ "ส้ม" แต่คือ "ผลไม้ตระกูลส้ม" ซึ่งหมายถึงผลไม้อื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น มะนาว เลมอน มะกรูด ส้มโอ เกรปฟรุต ฯลฯ ใช่เพียงอร่อยอย่างเดียว ยังอุดมไปด้วยวิตามิซีและประโยชน์อีกมากมาย รู้อย่างนี้แล้ว ลองเปลี่ยนการทานของหวานจากขนมเปลี่ยนมาเป็นความหวานจากธรรมชาติดูนะคะ

1. บำรุงผิว

ส้มเป็นผลไม้นางเอก เพราะพืชผลในครอบครัวส้มจะมีสารไฟโตนิวเทรียนต์มากมาย ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
รวมถึงสารกลุ่มฟลาวาโนนส์ สารแอนโธไชยานินส์ สารโพลีฟีนอลส์ และวิตามินซี ที่ช่วยทำให้ผิวสวยกระจ่างใสค่ะ

2. เสริมสร้างกระดูก

เชื่อหรือไม่ว่าน้ำส้มสามารถให้แคลเซียม และวิตามินดีแก่ร่างกายได้ดีพอ ๆ กับนม และแคลเซียมจะไปเสริมสร้างกระดูก แต่ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ นอกจากนี้ น้ำส้มยังมีวิตามินซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย แต่จำไว้ว่า กรดอะซีติกในผลไม้จำพวกนี้อาจทำลายสารเคลือบฟันได้ จึงไม่ควรแปรงฟันภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากดื่มน้ำผลไม้

3. ปกป้องหัวใจ

เปลือกของผลไม้ตระกูลส้มมีสารมหัศจรรย์อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นคือการ Polymethoxylated Flavones (PMFs) และสาร D-Limonene ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการกรองสารพิษของตับ นอกจากนี้ การศึกษายังชี้ว่า เม็ดสีในส้มเขียวหวานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) โดยไม่ส่งผลต่อคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) แล้วก็อย่าเอ็ดไปนะคะ ความจริงแล้วเปลือกส้มอาจลดคอเลสเตอรอลได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะบางตัว ที่ขายกันตามท้องตลาดเสียอีก

4. ขับง่ายถ่ายคล่อง

ตำรับจีนมักจะเสิร์ฟเปลือกส้มคู่กับอาหาร เนื้อสัตว์ เพื่อย่อยอาหารที่มีไขมันสูง บางตำราแนะนำให้เริ่มวันใหม่ด้วยน้ำเลมอน 12 ออนซ์ ผสมกับน้ำกรองแล้วที่อุณหภูมิปกติ จะช่วยชะล้างของเสียในระบบย่อยอาหารและลำไส้ได้ เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ

5. ดูแลสายตา

ผลไม้ตระกูลส้มอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยปกป้องแก้วตาจากโรคต้อกระจก และการศึกษายังพบว่าการบริโภควิตามินอีและซีในปริมาณมาก จะช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้ แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูง

6. อารมณ์ดี

จะทานก็ได้ จะดมก็ดี เพราะส้มมีสารโฟเลต ซึ่งจะช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนซีโรโทนิน อันเป็นสารแห่งความสุข กลิ่นของผลไม้ครอบครัวนี้ก็สามารถทำให้เราเบิกบานได้เช่นกัน ลองแต้มน้ำมันหอมที่สกัดจากผลไม้เหล่านี้บริเวณท้ายทอยสิคะ รับรองสดชื่นแน่นอน!

]]>


ไม่ใช่เพียงแค่ "ส้ม" แต่คือ "ผลไม้ตระกูลส้ม" ซึ่งหมายถึงผลไม้อื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น มะนาว เลมอน มะกรูด ส้มโอ เกรปฟรุต ฯลฯ ใช่เพียงอร่อยอย่างเดียว ยังอุดมไปด้วยวิตามิซีและประโยชน์อีกมากมาย รู้อย่างนี้แล้ว ลองเปลี่ยนการทานของหวานจากขนมเปลี่ยนมาเป็นความหวานจากธรรมชาติดูนะคะ

1. บำรุงผิว

ส้มเป็นผลไม้นางเอก เพราะพืชผลในครอบครัวส้มจะมีสารไฟโตนิวเทรียนต์มากมาย ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
รวมถึงสารกลุ่มฟลาวาโนนส์ สารแอนโธไชยานินส์ สารโพลีฟีนอลส์ และวิตามินซี ที่ช่วยทำให้ผิวสวยกระจ่างใสค่ะ

2. เสริมสร้างกระดูก

เชื่อหรือไม่ว่าน้ำส้มสามารถให้แคลเซียม และวิตามินดีแก่ร่างกายได้ดีพอ ๆ กับนม และแคลเซียมจะไปเสริมสร้างกระดูก แต่ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ นอกจากนี้ น้ำส้มยังมีวิตามินซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย แต่จำไว้ว่า กรดอะซีติกในผลไม้จำพวกนี้อาจทำลายสารเคลือบฟันได้ จึงไม่ควรแปรงฟันภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากดื่มน้ำผลไม้

3. ปกป้องหัวใจ

เปลือกของผลไม้ตระกูลส้มมีสารมหัศจรรย์อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นคือการ Polymethoxylated Flavones (PMFs) และสาร D-Limonene ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการกรองสารพิษของตับ นอกจากนี้ การศึกษายังชี้ว่า เม็ดสีในส้มเขียวหวานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) โดยไม่ส่งผลต่อคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) แล้วก็อย่าเอ็ดไปนะคะ ความจริงแล้วเปลือกส้มอาจลดคอเลสเตอรอลได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะบางตัว ที่ขายกันตามท้องตลาดเสียอีก

4. ขับง่ายถ่ายคล่อง

ตำรับจีนมักจะเสิร์ฟเปลือกส้มคู่กับอาหาร เนื้อสัตว์ เพื่อย่อยอาหารที่มีไขมันสูง บางตำราแนะนำให้เริ่มวันใหม่ด้วยน้ำเลมอน 12 ออนซ์ ผสมกับน้ำกรองแล้วที่อุณหภูมิปกติ จะช่วยชะล้างของเสียในระบบย่อยอาหารและลำไส้ได้ เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ

5. ดูแลสายตา

ผลไม้ตระกูลส้มอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยปกป้องแก้วตาจากโรคต้อกระจก และการศึกษายังพบว่าการบริโภควิตามินอีและซีในปริมาณมาก จะช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้ แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูง

6. อารมณ์ดี

จะทานก็ได้ จะดมก็ดี เพราะส้มมีสารโฟเลต ซึ่งจะช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนซีโรโทนิน อันเป็นสารแห่งความสุข กลิ่นของผลไม้ครอบครัวนี้ก็สามารถทำให้เราเบิกบานได้เช่นกัน ลองแต้มน้ำมันหอมที่สกัดจากผลไม้เหล่านี้บริเวณท้ายทอยสิคะ รับรองสดชื่นแน่นอน!

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
ดูอย่างไรให้รู้ว่ายาเสื่อม http://www.taladbenz.com/?p=1345 http://www.taladbenz.com/?p=1345 Thu, 17 May 2012 03:49:04 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1345

ยาหมดอายุแล้วให้ทิ้งไปได้เลย ไม่ควรที่จะเก็บไว้ เพราะยาที่หมดอายุนั้นไม่เพียงกินแล้วไม่ได้ผลในการรักษา แต่อาจเกิดภัยตามมาอย่างคาดไม่ถึง เช่น ยาหมดอายุบางตัวทำให้กระเพาะอาหารระคายเคือง จนอาจกลายเป็นโรคกระเพาะ หรือแทนที่จะระงับโรคกลับทำให้โรคลุกลาม ตัวยาบางชนิดเมื่อเสื่อมอาจก่อโทษภัยแก่ร่างกาย ถึงกับทำให้ไตวายและไตอักเสบได้

10 วิธี ดูยาให้รู้ว่า...ยาเสื่อม

1. ยาเม็ดแคปซูล แคปซูลมักจะบวมโป่ง ภายในแคปซูลจะสังเกตเห็นว่าผงยาเปลี่ยนสี อาจมีเชื้อราขึ้นที่เปลือกแคปซูล จับกันเป็นก้อน แถมมีสีที่เปลี่ยนไป ซึ่งต้องระวังให้มากครับ เพราะยาหมดอายุบางอย่างหากกินเข้าไปอาจเป็นอันตรายต่อไต เช่น ยาเตตราซัยคลิน ถ้าผงยาเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล ให้ทิ้งทันที เพราะนั่นหมายถึงมันได้เสื่อมสภาพแล้ว

2. ยาเม็ด เมื่อหมดอายุก็มักมีสีเปลี่ยนไป ซีดจางลง แตกกร่อน เป็นผงง่าย เอามือจับรู้สึกเม็ดยานิ่ม ๆ บีบเบา ๆ ก็แตกแล้ว

3. ยาเม็ดที่เป็นแบบเคลือบน้ำตาล (เช่น วิตามินรวม) เม็ดยามักดูเยิ้มเหนียว มีกลิ่นหืน ๆ บูด ๆ

4. ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาคล้ายแป้งน้ำใช้ทาแก้คัน ยาลดกรด ถ้าเสื่อมก็จะตกตะกอน จับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น
เขย่ายังไงก็ไม่กระจายตัว ทั้ง กลิ่น สี หรือรสก็เปลี่ยนไปจากเดิม

แต่ยาแก้อักเสบบางชนิดที่เป็นผงต้องเติมน้ำและเขย่าก่อนกินนั้น หากเติมน้ำเข้าไปในขวดเลยบางครั้งก็เขย่ายากมาก ไม่ยอมละลาย ก่อนเติมน้ำต้องเขย่าขวดให้ผงยากระจาย ไม่เกาะติดก้นขวดก่อนเติมน้ำ และเขย่าอีกครั้ง อย่างนี้ไม่ใช่เสียนะครับ แต่เขย่าผิดวิธี

5. ยาน้ำเชื่อม จะกลายเป็นสีขุ่น ๆ ตกตะกอน เห็นเป็นผง ๆ ไม่ละลาย หรือเห็นเป็นน้ำคนละสีลอยปะปนเป็นเส้น ๆ อยู่
และอาจมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว

6. ยาขี้ผึ้งและครีม ถ้าเสื่อมก็จะพบว่าเนื้อยาแข็ง เนื้อยาแห้งแข็ง หรือสีเปลี่ยนไปจากเดิม

7. ยาหยอดตา หลาย ๆ ท่านอาจไม่ทราบว่ายาหยอดตามีอายุจำกัดนะครับ จึงนำมาหยอดตาทั้ง ๆ ที่เก่าเก็บเป็นปี หรือบางครั้งหลอดเล็ก ๆ ตัวหนังสือเล็ก ๆ วันเดือนปีเลือนหายไป การหยอดใกล้ตาอาจเกิดการปนเปื้อนจากขี้ตา หรือจากมือผู้ใช้ได้ง่าย ทางที่ดีอย่าเก็บนานครับ สัก 1 เดือนในตู้เย็น หากไม่ได้ใช้ก็เคลียร์ทิ้งได้แล้วครับ

8. ยาบางอย่างที่ต้องเก็บในตู้เย็น มียาบางอย่างเท่านั้นที่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อกันการเสื่อม เช่น ยาพวกวัคซีนที่ใช้ฉีด
พบเห็นคลินิกไหน เอาวัคซีนมาจากตู้ยามาฉีดโดยไม่ได้เก็บไว้ในตู้เย็น ก็ต้องทักท้วงและทวงถามกันหน่อยครับ

9. ยาเม็ดมากมายที่ใส่แผง (กระดาษฟรอยด์) ซึ่งกันทั้งความชื้นและกันการเสื่อมสภาพเร็ว จึงควรจะแกะยาต่อเมื่อถึงเวลาต้องกินแล้วเท่านั้น หากแกะออกมารวม ๆ กันในขวดอาจเสื่อม หมดอายุก่อนวันเวลากำหนด

10. ยาที่ได้จากโรงพยาบาลใส่ถุงซิปมาให้ ไม่มีวันหมดอายุ ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ 5 ปี แต่วันหมดอายุอยู่ที่กระป๋องยา
โรงพยาบาล คลินิกมักจะไม่ได้เขียนไว้ในซองยาให้ ดังนั้น หากเป็นยาเม็ดที่เหลือค้างไว้ที่บ้าน อย่าเก็บไว้เกิน 1 ปี
หากเป็นยาน้ำที่ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ สัก 3 เดือนก็เคลียร์กันสักครั้งจะดีกว่าจ้า

]]>


ยาหมดอายุแล้วให้ทิ้งไปได้เลย ไม่ควรที่จะเก็บไว้ เพราะยาที่หมดอายุนั้นไม่เพียงกินแล้วไม่ได้ผลในการรักษา แต่อาจเกิดภัยตามมาอย่างคาดไม่ถึง เช่น ยาหมดอายุบางตัวทำให้กระเพาะอาหารระคายเคือง จนอาจกลายเป็นโรคกระเพาะ หรือแทนที่จะระงับโรคกลับทำให้โรคลุกลาม ตัวยาบางชนิดเมื่อเสื่อมอาจก่อโทษภัยแก่ร่างกาย ถึงกับทำให้ไตวายและไตอักเสบได้

10 วิธี ดูยาให้รู้ว่า...ยาเสื่อม

1. ยาเม็ดแคปซูล แคปซูลมักจะบวมโป่ง ภายในแคปซูลจะสังเกตเห็นว่าผงยาเปลี่ยนสี อาจมีเชื้อราขึ้นที่เปลือกแคปซูล จับกันเป็นก้อน แถมมีสีที่เปลี่ยนไป ซึ่งต้องระวังให้มากครับ เพราะยาหมดอายุบางอย่างหากกินเข้าไปอาจเป็นอันตรายต่อไต เช่น ยาเตตราซัยคลิน ถ้าผงยาเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล ให้ทิ้งทันที เพราะนั่นหมายถึงมันได้เสื่อมสภาพแล้ว

2. ยาเม็ด เมื่อหมดอายุก็มักมีสีเปลี่ยนไป ซีดจางลง แตกกร่อน เป็นผงง่าย เอามือจับรู้สึกเม็ดยานิ่ม ๆ บีบเบา ๆ ก็แตกแล้ว

3. ยาเม็ดที่เป็นแบบเคลือบน้ำตาล (เช่น วิตามินรวม) เม็ดยามักดูเยิ้มเหนียว มีกลิ่นหืน ๆ บูด ๆ

4. ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาคล้ายแป้งน้ำใช้ทาแก้คัน ยาลดกรด ถ้าเสื่อมก็จะตกตะกอน จับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น
เขย่ายังไงก็ไม่กระจายตัว ทั้ง กลิ่น สี หรือรสก็เปลี่ยนไปจากเดิม

แต่ยาแก้อักเสบบางชนิดที่เป็นผงต้องเติมน้ำและเขย่าก่อนกินนั้น หากเติมน้ำเข้าไปในขวดเลยบางครั้งก็เขย่ายากมาก ไม่ยอมละลาย ก่อนเติมน้ำต้องเขย่าขวดให้ผงยากระจาย ไม่เกาะติดก้นขวดก่อนเติมน้ำ และเขย่าอีกครั้ง อย่างนี้ไม่ใช่เสียนะครับ แต่เขย่าผิดวิธี

5. ยาน้ำเชื่อม จะกลายเป็นสีขุ่น ๆ ตกตะกอน เห็นเป็นผง ๆ ไม่ละลาย หรือเห็นเป็นน้ำคนละสีลอยปะปนเป็นเส้น ๆ อยู่
และอาจมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว

6. ยาขี้ผึ้งและครีม ถ้าเสื่อมก็จะพบว่าเนื้อยาแข็ง เนื้อยาแห้งแข็ง หรือสีเปลี่ยนไปจากเดิม

7. ยาหยอดตา หลาย ๆ ท่านอาจไม่ทราบว่ายาหยอดตามีอายุจำกัดนะครับ จึงนำมาหยอดตาทั้ง ๆ ที่เก่าเก็บเป็นปี หรือบางครั้งหลอดเล็ก ๆ ตัวหนังสือเล็ก ๆ วันเดือนปีเลือนหายไป การหยอดใกล้ตาอาจเกิดการปนเปื้อนจากขี้ตา หรือจากมือผู้ใช้ได้ง่าย ทางที่ดีอย่าเก็บนานครับ สัก 1 เดือนในตู้เย็น หากไม่ได้ใช้ก็เคลียร์ทิ้งได้แล้วครับ

8. ยาบางอย่างที่ต้องเก็บในตู้เย็น มียาบางอย่างเท่านั้นที่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อกันการเสื่อม เช่น ยาพวกวัคซีนที่ใช้ฉีด
พบเห็นคลินิกไหน เอาวัคซีนมาจากตู้ยามาฉีดโดยไม่ได้เก็บไว้ในตู้เย็น ก็ต้องทักท้วงและทวงถามกันหน่อยครับ

9. ยาเม็ดมากมายที่ใส่แผง (กระดาษฟรอยด์) ซึ่งกันทั้งความชื้นและกันการเสื่อมสภาพเร็ว จึงควรจะแกะยาต่อเมื่อถึงเวลาต้องกินแล้วเท่านั้น หากแกะออกมารวม ๆ กันในขวดอาจเสื่อม หมดอายุก่อนวันเวลากำหนด

10. ยาที่ได้จากโรงพยาบาลใส่ถุงซิปมาให้ ไม่มีวันหมดอายุ ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ 5 ปี แต่วันหมดอายุอยู่ที่กระป๋องยา
โรงพยาบาล คลินิกมักจะไม่ได้เขียนไว้ในซองยาให้ ดังนั้น หากเป็นยาเม็ดที่เหลือค้างไว้ที่บ้าน อย่าเก็บไว้เกิน 1 ปี
หากเป็นยาน้ำที่ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ สัก 3 เดือนก็เคลียร์กันสักครั้งจะดีกว่าจ้า

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
วิธีลดต้นแขน http://www.taladbenz.com/?p=1331 http://www.taladbenz.com/?p=1331 Wed, 16 May 2012 03:49:34 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1331

สาวๆ หลายคนคงมีปัญหา กับต้นแขน ที่ใหญ่ หย่อนคล้อย ไม่กระชับ วันนี้เราจะมาช่วยลดความกังวลเหล่านี้ไป เพียงปฏิบัติตามท่าดังกล่าว เพียงเท่านี้ สาวๆก็จะมีต้นแขนที่เรียวสวย สวมใส่เสื้อผ้าที่โชว์ต้นแขนแบบไม่ต้องอายใครแล้วหล่ะค่ะ ^^

ท่าฟิตแขนทั้งบน-ล่าง

- นั่งขัดสมาธิ หลังตรง ลงบนพื้นราบ กางแขนทั้ง 2 ออกข้างลำตัว พร้อมกับงอข้อศอกตั้งขึ้นมา
ให้ท้องกับแขนขนานกับพื้น ส่วนมือทั้ง 2 ให้กำไว้
- จากนั้น ให้หุบแขนทั้ง 2 มาชนกันที่ด้านหน้าลำตัวแล้วกางออกสู่จุดเดิม
- บริหารเช่นนี้ทั้งหมด 10-15 ครั้ง

ท่าเรียวแขนตึงกระชับ

- อยู่ในท่าคลานเข่า 4 ขา พร้อมกับตั้งเท้ายันพื้นไว้
- ให้แขนยืดตรงทั้ง 2 ข้าง เริ่มจากมือขวามาแตะที่เขาซ้าย แล้วแกว่งออกไปด้านขวาให้สูงที่สุด ทำซ้ำเช่นนี้อีก 15 ครั้ง
- เมื่อครบแล้วจึงสลับข้างทำแบบเดียวกัน
- บริหารทั้งเซตนี้ตั้งแต่เริ่ม อีก 3 เซต

ท่าลดใต้ท้องแขน

- ยืนตรง ใต้บาร์ หรือราวที่จะใช้ดึงตัว
- เอื้อมมือทั้ง 2 ไปจับบาร์ที่เหนือศีรษะ นั้นโดยให้จับบาร์แบบหันฝ่ามือเข้าหาตัวเอง
- ออกแรงที่แขนทั้ง 2 ดึงลำตัวให้ลอยขึ้นจากพื่อนจนคางเลยพ้นบาร์ที่โหน
- เกร็งในท่านี้ค้างไว้ นับ1-3 จึงค่อยๆ ผ่อนลง นับ1-3 แล้วดึงขึ้นใหม่อีกครั้ง
- ทำเช่นนี้ต่อเนื่องทั้งหมด 5-10 ครั้ง

ท่ากระชับต้นแขน

- นอนหงายลงบนพื้นราบ พร้อมยกขาพาดไว้บนปลายเตียงของคุณ
- มือทั้ง 2 ถือดัมเบลขนาด 0.5-1 Kg.ข้างลำตัว
- จากนั้นให้ยกดัมเบลขึ้นมาจรดที่หัวไหล่ทั้ง2 ข้าง โดยที่ข้อศอกยังคงแตะพื้นอยู่ตลอดเวลา
- เสร็จแล้วให้ยกดัมเบลลงสู่ท่าเดิม ทำต่อเนื่องเช่นนี้ให้ได้ 20 ครั้ง

ท่าปั้นเรียวแขนได้รูป

- นอนคว่ำกับพื้นเรียบ วางฝ่ามือทั้ง 2 ราบไปที่ บริเวณข้างหัวไหล่ ตั้งเท้าทั้ง 2 ให้ห่างเล็กน้อยแล้วยันพื้นไว้
- จากนั้นให้ออกแรงที่แขน ดันตัวขึ้นจากพื้น ให้แขนนิ่ง แล้วค่อย ๆ ผ่อนลง เกร็งข้อศอกไว้ ลำตัวไม่ลงถึงพื้น(ท่านี้ก็เหมือนกะท่าวิดพื้น ที่พวก รด.ทำอ่ะ อิ๊ก อิ๊ก)
- ทำเช่นนี้ทั้งหมดต่อเนื่อง 10 ครั้ง

ท่ากำจัดไขมันทั้งแขน

- ยืนตัวตรง แยกเท้าออกเล็กน้อย ยกแขนขึ้นมากำหมัดที่บริเวณเอว ให้ท่อนแขนขนานกับพื้น
- จากนั้นให้ยกแขนขวาขึ้นมาระดับไหล่ แล้วชักลมออกไปทางด้านหน้าให้สุดแขน ดึงกลับ สลับแขนซ้าย ทำเช่นเดียวกัน
- ชักลมสลับซ้าย-ขวา เช่นนี้ ทั้งหมด 100 ครั้ง

ท่าฟิตอก ลดต้นแขน

- นอนหงายกับพื้นราบ พร้อมกับยกขาขึ้นพาดไว้ที่ปลายเตียง มือทั้ง 2 ถือดัมเบล ขนาด 0.5-1 Kg.แล้วกางออกไปทางด้านข้าง
- จากนั้นให้งอศอกยกดัมเบลเข้าหาตัวหร้อมกันทั้ง 2 ข้าง เสร็จแล้วต่อเนื่องด้วยการ ยกดัมเบลชูขึ้นฟ้าให้สุดแขน ข้างไว้ นับ 1-3
- พลิกมือทั้ง 2 ให้หันออกด้านนอก แล้วลดแขนลงให้ขนานกับพื้นทั้งท่อนแขน มือจะอยู่ในลักษณะคว่ำ
- สุดท้ายให้พลิกฝ่ามือขึ้น เตรียมพร้อมจะทำซ้ำอีกครั้ง
- บริหารเช่นนี้ทั้งหมดให้ได้ 10-12 ครั้ง

ท่ากระชับแขนเรียวสวย

- นอนหงายบนพื้นราบ ยกขาขึ้นพาดไว้ที่ปลายเตียง พร้อมกับถือดัมเบล ขนาด 1-1.5 Kg. ไว้ทั้ง 2 ข้าง
- ถือดัมเบลไว้ที่บริเวณหัวไหล่ และต้นแขน ต้องแนบกับพื้น
- จากนั้นให้ยกดัมเบลช้า ๆ ขึ้น ให้แขนตึงสุด แล้วจึงค่อย ๆ ผ่อนลงในท่าเตรียม
- ทำต่อเนื่องเช่นนี้ 10-12 ครั้ง
]]>


สาวๆ หลายคนคงมีปัญหา กับต้นแขน ที่ใหญ่ หย่อนคล้อย ไม่กระชับ วันนี้เราจะมาช่วยลดความกังวลเหล่านี้ไป เพียงปฏิบัติตามท่าดังกล่าว เพียงเท่านี้ สาวๆก็จะมีต้นแขนที่เรียวสวย สวมใส่เสื้อผ้าที่โชว์ต้นแขนแบบไม่ต้องอายใครแล้วหล่ะค่ะ ^^

ท่าฟิตแขนทั้งบน-ล่าง

- นั่งขัดสมาธิ หลังตรง ลงบนพื้นราบ กางแขนทั้ง 2 ออกข้างลำตัว พร้อมกับงอข้อศอกตั้งขึ้นมา
ให้ท้องกับแขนขนานกับพื้น ส่วนมือทั้ง 2 ให้กำไว้
- จากนั้น ให้หุบแขนทั้ง 2 มาชนกันที่ด้านหน้าลำตัวแล้วกางออกสู่จุดเดิม
- บริหารเช่นนี้ทั้งหมด 10-15 ครั้ง

ท่าเรียวแขนตึงกระชับ

- อยู่ในท่าคลานเข่า 4 ขา พร้อมกับตั้งเท้ายันพื้นไว้
- ให้แขนยืดตรงทั้ง 2 ข้าง เริ่มจากมือขวามาแตะที่เขาซ้าย แล้วแกว่งออกไปด้านขวาให้สูงที่สุด ทำซ้ำเช่นนี้อีก 15 ครั้ง
- เมื่อครบแล้วจึงสลับข้างทำแบบเดียวกัน
- บริหารทั้งเซตนี้ตั้งแต่เริ่ม อีก 3 เซต

ท่าลดใต้ท้องแขน

- ยืนตรง ใต้บาร์ หรือราวที่จะใช้ดึงตัว
- เอื้อมมือทั้ง 2 ไปจับบาร์ที่เหนือศีรษะ นั้นโดยให้จับบาร์แบบหันฝ่ามือเข้าหาตัวเอง
- ออกแรงที่แขนทั้ง 2 ดึงลำตัวให้ลอยขึ้นจากพื่อนจนคางเลยพ้นบาร์ที่โหน
- เกร็งในท่านี้ค้างไว้ นับ1-3 จึงค่อยๆ ผ่อนลง นับ1-3 แล้วดึงขึ้นใหม่อีกครั้ง
- ทำเช่นนี้ต่อเนื่องทั้งหมด 5-10 ครั้ง

ท่ากระชับต้นแขน

- นอนหงายลงบนพื้นราบ พร้อมยกขาพาดไว้บนปลายเตียงของคุณ
- มือทั้ง 2 ถือดัมเบลขนาด 0.5-1 Kg.ข้างลำตัว
- จากนั้นให้ยกดัมเบลขึ้นมาจรดที่หัวไหล่ทั้ง2 ข้าง โดยที่ข้อศอกยังคงแตะพื้นอยู่ตลอดเวลา
- เสร็จแล้วให้ยกดัมเบลลงสู่ท่าเดิม ทำต่อเนื่องเช่นนี้ให้ได้ 20 ครั้ง

ท่าปั้นเรียวแขนได้รูป

- นอนคว่ำกับพื้นเรียบ วางฝ่ามือทั้ง 2 ราบไปที่ บริเวณข้างหัวไหล่ ตั้งเท้าทั้ง 2 ให้ห่างเล็กน้อยแล้วยันพื้นไว้
- จากนั้นให้ออกแรงที่แขน ดันตัวขึ้นจากพื้น ให้แขนนิ่ง แล้วค่อย ๆ ผ่อนลง เกร็งข้อศอกไว้ ลำตัวไม่ลงถึงพื้น(ท่านี้ก็เหมือนกะท่าวิดพื้น ที่พวก รด.ทำอ่ะ อิ๊ก อิ๊ก)
- ทำเช่นนี้ทั้งหมดต่อเนื่อง 10 ครั้ง

ท่ากำจัดไขมันทั้งแขน

- ยืนตัวตรง แยกเท้าออกเล็กน้อย ยกแขนขึ้นมากำหมัดที่บริเวณเอว ให้ท่อนแขนขนานกับพื้น
- จากนั้นให้ยกแขนขวาขึ้นมาระดับไหล่ แล้วชักลมออกไปทางด้านหน้าให้สุดแขน ดึงกลับ สลับแขนซ้าย ทำเช่นเดียวกัน
- ชักลมสลับซ้าย-ขวา เช่นนี้ ทั้งหมด 100 ครั้ง

ท่าฟิตอก ลดต้นแขน

- นอนหงายกับพื้นราบ พร้อมกับยกขาขึ้นพาดไว้ที่ปลายเตียง มือทั้ง 2 ถือดัมเบล ขนาด 0.5-1 Kg.แล้วกางออกไปทางด้านข้าง
- จากนั้นให้งอศอกยกดัมเบลเข้าหาตัวหร้อมกันทั้ง 2 ข้าง เสร็จแล้วต่อเนื่องด้วยการ ยกดัมเบลชูขึ้นฟ้าให้สุดแขน ข้างไว้ นับ 1-3
- พลิกมือทั้ง 2 ให้หันออกด้านนอก แล้วลดแขนลงให้ขนานกับพื้นทั้งท่อนแขน มือจะอยู่ในลักษณะคว่ำ
- สุดท้ายให้พลิกฝ่ามือขึ้น เตรียมพร้อมจะทำซ้ำอีกครั้ง
- บริหารเช่นนี้ทั้งหมดให้ได้ 10-12 ครั้ง

ท่ากระชับแขนเรียวสวย

- นอนหงายบนพื้นราบ ยกขาขึ้นพาดไว้ที่ปลายเตียง พร้อมกับถือดัมเบล ขนาด 1-1.5 Kg. ไว้ทั้ง 2 ข้าง
- ถือดัมเบลไว้ที่บริเวณหัวไหล่ และต้นแขน ต้องแนบกับพื้น
- จากนั้นให้ยกดัมเบลช้า ๆ ขึ้น ให้แขนตึงสุด แล้วจึงค่อย ๆ ผ่อนลงในท่าเตรียม
- ทำต่อเนื่องเช่นนี้ 10-12 ครั้ง

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
ต้อนรับเช้าวันใหม่ที่แสนสดชื่น http://www.taladbenz.com/?p=1308 http://www.taladbenz.com/?p=1308 Tue, 15 May 2012 03:11:29 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1308

ทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งเรื่องดีและร้าย จนบางครั้งเบื่อหน่ายกับสิ่งเดิมๆแทบจะไม่อยากลุกออกจากที่นอน ยิ่งไปกว่านั้น อากาศทุกวันนี้ก็มีผลทำให้อารมณ์เราแปรปรวนไปตามๆกัน ดังนั้นเราจึงสรรหาวิธีที่จะช่วยให้ท่านตื่นมาพร้อมกับวันใหม่ที่แสนจะสดชื่นในวันต่อๆ ไป ดังนี้

1. รับแสงแดดในทุก ๆ เช้า ด้วยการจัดห้องนอนไว้ทางทิศตะวันออก และไม่ใช้ผ้าม่านที่หนาทึบจนเกินไป เพื่อที่คุณจะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นในทุก ๆ วัน

2. อาบน้ำด้วยน้ำเย็น คุณจะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น นอกจากนี้ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นยังช่วยลดความบวมของหน้าที่เกิดขึ้นในช่วงที่คุณเพิ่งตื่นนอนอีกด้วย

3. ยิ้มและหัวเราะให้มาก ๆ จะช่วยให้คุณอารมณ์ดี ร่าเริงสนุกสนานไปได้ทั้งวัน

4. หันมาใส่น้ำหอมกลิ่นมะลิ ซึ่งเป็นกลิ่นที่ช่วยให้ความสดชื่น

5. ทานน้ำเลมอนหรือเกรปฟรุตสักแก้ว จะทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

6. รวบผมสัก 1 กำมือและออกแรงดึงไปด้านหลังพอสมควร เลือดที่ศีรษะจะหมุนเวียนได้ดีขึ้น พลอยทำให้ความเมื่อยล้าและความเครียดของคุณลดลงไปด้วย

7. เวลาที่เพิ่งตื่นนอนอย่าเพิ่งลุกทันที ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ สัก 2 นาทีก่อนจึงค่อยลุกจากที่นอน จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อย่าเผลอเพิ่มจาก 2 นาทีไปเรื่อย ๆ จนเผลอหลับต่อไปล่ะ

8. ทำดีกับใครสักคนโดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น เสียสละที่นั่งให้กับคนอื่น คุณจะได้รู้สึกดีกับตัวเองและมีความสุขมากขึ้น

9. พกลูกอมกลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์ติดกระเป๋าไว้อมเล่นระหว่างวัน เพราะกลิ่นของเปปเปอร์มิ้นต์สามารถช่วยให้สมองรู้สึกตื่นตัวได้

10. การนั่งหลังค่อมจะทำให้กระดูกสันหลังคดงอ และทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักขึ้น จนคุณอ่อนล้าตามไปด้วย ฉะนั้นควรหันมานั่งหลังตรงเพื่อสุขภาพและบุคลิกภาพที่ดี

11. คลึงข้อมือไล่ไปถึงฝ่ามือด้วยลูกกอล์ฟ จะช่วยกดเส้นประสาทต่าง ๆ กระตุ้นให้คุณรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น

12. จัดห้องนอนให้เหมาะกับการพักผ่อน ไม่ใช้สีที่ฉูดฉาดเกินไป หรือนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นมาไว้ในห้อง คุณจะได้นอนหลับสนิททุกคืน

13. เพลงสนุก ๆ จะทำให้คุณรู้สึกร่าเริงมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นอย่าเขินอายที่จะฮัมเพลงเบา ๆ ในเวลาที่คุณต้องการ

14. หาดอกไม้สวย ๆ มาประดับแจกัน กลิ่นหอม ๆ กับสีหวาน ๆ ของมัน จะช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

15. การแบกรับความเกลียดชังใครสักคนไว้ เท่ากับเป็นการยกพลังงานของคุณให้เขาไปโดยไม่รู้ตัว เพราะคุณจะใช้เวลาจับจดหมกมุ่นอยู่กับเขาทุกวัน จนทำให้สมองต้องทำงานหนักขึ้นอีก เพราะฉะนั้น ควรปล่อยวางเสียบ้าง เรื่องที่ผ่านไปแล้วและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก ก็ควรพยายามอย่าเก็บมาใส่ใจมากนัก

16. สงบจิตใจและความคิดฟุ้งซ่าน ด้วยการนั่งสมาธิทุกวัน

17. ก้มตัวลงแล้วพยายามใช้ปลายนิ้วแตะนิ้วเท้าเป็นประจำ จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น

18. การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส เช่น สีเขียว สีฟ้า หรือสีชมพู จะทำให้คุณรู้สึกร่าเริงสดชื่นมากขึ้นตามไปด้วย

19. รู้จักพูดขอบคุณคนอื่นให้มาก จะช่วยให้คุณมองโลกในแง่บวกมากขึ้น และลดความเครียดที่มีอยู่ลงไปด้วย

20. ทานอาหารครบทั้ง 3 มื้อให้เป็นเวลา เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

]]>


ทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งเรื่องดีและร้าย จนบางครั้งเบื่อหน่ายกับสิ่งเดิมๆแทบจะไม่อยากลุกออกจากที่นอน ยิ่งไปกว่านั้น อากาศทุกวันนี้ก็มีผลทำให้อารมณ์เราแปรปรวนไปตามๆกัน ดังนั้นเราจึงสรรหาวิธีที่จะช่วยให้ท่านตื่นมาพร้อมกับวันใหม่ที่แสนจะสดชื่นในวันต่อๆ ไป ดังนี้

1. รับแสงแดดในทุก ๆ เช้า ด้วยการจัดห้องนอนไว้ทางทิศตะวันออก และไม่ใช้ผ้าม่านที่หนาทึบจนเกินไป เพื่อที่คุณจะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นในทุก ๆ วัน

2. อาบน้ำด้วยน้ำเย็น คุณจะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น นอกจากนี้ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นยังช่วยลดความบวมของหน้าที่เกิดขึ้นในช่วงที่คุณเพิ่งตื่นนอนอีกด้วย

3. ยิ้มและหัวเราะให้มาก ๆ จะช่วยให้คุณอารมณ์ดี ร่าเริงสนุกสนานไปได้ทั้งวัน

4. หันมาใส่น้ำหอมกลิ่นมะลิ ซึ่งเป็นกลิ่นที่ช่วยให้ความสดชื่น

5. ทานน้ำเลมอนหรือเกรปฟรุตสักแก้ว จะทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

6. รวบผมสัก 1 กำมือและออกแรงดึงไปด้านหลังพอสมควร เลือดที่ศีรษะจะหมุนเวียนได้ดีขึ้น พลอยทำให้ความเมื่อยล้าและความเครียดของคุณลดลงไปด้วย

7. เวลาที่เพิ่งตื่นนอนอย่าเพิ่งลุกทันที ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ สัก 2 นาทีก่อนจึงค่อยลุกจากที่นอน จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อย่าเผลอเพิ่มจาก 2 นาทีไปเรื่อย ๆ จนเผลอหลับต่อไปล่ะ

8. ทำดีกับใครสักคนโดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น เสียสละที่นั่งให้กับคนอื่น คุณจะได้รู้สึกดีกับตัวเองและมีความสุขมากขึ้น

9. พกลูกอมกลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์ติดกระเป๋าไว้อมเล่นระหว่างวัน เพราะกลิ่นของเปปเปอร์มิ้นต์สามารถช่วยให้สมองรู้สึกตื่นตัวได้

10. การนั่งหลังค่อมจะทำให้กระดูกสันหลังคดงอ และทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักขึ้น จนคุณอ่อนล้าตามไปด้วย ฉะนั้นควรหันมานั่งหลังตรงเพื่อสุขภาพและบุคลิกภาพที่ดี

11. คลึงข้อมือไล่ไปถึงฝ่ามือด้วยลูกกอล์ฟ จะช่วยกดเส้นประสาทต่าง ๆ กระตุ้นให้คุณรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น

12. จัดห้องนอนให้เหมาะกับการพักผ่อน ไม่ใช้สีที่ฉูดฉาดเกินไป หรือนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นมาไว้ในห้อง คุณจะได้นอนหลับสนิททุกคืน

13. เพลงสนุก ๆ จะทำให้คุณรู้สึกร่าเริงมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นอย่าเขินอายที่จะฮัมเพลงเบา ๆ ในเวลาที่คุณต้องการ

14. หาดอกไม้สวย ๆ มาประดับแจกัน กลิ่นหอม ๆ กับสีหวาน ๆ ของมัน จะช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

15. การแบกรับความเกลียดชังใครสักคนไว้ เท่ากับเป็นการยกพลังงานของคุณให้เขาไปโดยไม่รู้ตัว เพราะคุณจะใช้เวลาจับจดหมกมุ่นอยู่กับเขาทุกวัน จนทำให้สมองต้องทำงานหนักขึ้นอีก เพราะฉะนั้น ควรปล่อยวางเสียบ้าง เรื่องที่ผ่านไปแล้วและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก ก็ควรพยายามอย่าเก็บมาใส่ใจมากนัก

16. สงบจิตใจและความคิดฟุ้งซ่าน ด้วยการนั่งสมาธิทุกวัน

17. ก้มตัวลงแล้วพยายามใช้ปลายนิ้วแตะนิ้วเท้าเป็นประจำ จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น

18. การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส เช่น สีเขียว สีฟ้า หรือสีชมพู จะทำให้คุณรู้สึกร่าเริงสดชื่นมากขึ้นตามไปด้วย

19. รู้จักพูดขอบคุณคนอื่นให้มาก จะช่วยให้คุณมองโลกในแง่บวกมากขึ้น และลดความเครียดที่มีอยู่ลงไปด้วย

20. ทานอาหารครบทั้ง 3 มื้อให้เป็นเวลา เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
จัดการกับอารมณ์เครียด http://www.taladbenz.com/?p=1292 http://www.taladbenz.com/?p=1292 Mon, 14 May 2012 03:22:50 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1292

เหตุการณ์สภาวะเครียดนั้น ทุกคนย่อมเผชิญและได้เจอมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งหลีกเลี่ยงไมไ่ด้ คุณคงอยากให้อารมณ์เครียดหมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะภาวะ เครียดนี้จะทำให้คุณเป็นคนที่ไม่น่าคบหาสมาคม คุณก็ทราบดีว่า อารมณ์ชนิดนี้ไม่มีใครต้องการแม้แต่ตัวคุณเอง
ก็เถอะ เมื่อเกิดอารมณ์ร้ายขึ้นแล้วก็จะทำให้คุณค่าในตัวคุณด้อยลง อย่างมากเทียวค่ะ กริยา วาจา ที่ไม่เหมาะสมก็จะแสดงออกมา เพาะฉะนั้นคุณควรจะมีวิธีการจัดการ กับอารมณ์ร้ายนี้ และต่อไปนี้เป็น ข้อแนะนำบางประการ

1. หาใครสักคนที่คุณไว้ใจ ระบายความรู้สึก รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ทำให้คุณเกิดความไม่พอใจทำให้คุณไม่ สบอารมณ์ คนที่คุณไว้ใจได้ เช่น พ่อ แม่ ภริยา-สามี พี่น้อง เพื่อนสนิท หรือครูบาอาจารย์ ฯลฯ การที่มีคน รับฟังคุณ แค่นี้ก็เป็นการระบายปัญหาที่คุณมีอยู่แล้วค่ะ ระหว่างที่คุณ ระบายเรื่องราวต่าง ๆ นั้น คุณก็อาจ จะได้คำตอบของปัญหานั้น ๆ พร้อมกันก็ได้

2. หลีกเลี่ยงอารมณ์เครียด ด้วยการหากิจกรรมอย่างอื่นทำเพื่อจะได้พบกับสิ่งที่ทำให้คุณไม่สบอารมณ์สัก ระยะหนึ่ง ด้วยการเล่นกีฬาที่คุณชอบ ไปพักผ่อนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เดินชอบปิ้งตามห้างสรรพสินค้าอ่าน หนังสือที่คุณชอบ ฯลฯ การได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำให้คุณลืมคิดถึงเรื่องทรมานใจ และมีข้อแนะนำ ว่ากิจกรรมที่คุณเลือกนั้น คุณต้องทำด้วยความตั้งใจจริง ด้วยความชอบจริง ๆ คุณจึงประสบผลสำเร็จในการ เอาชนะอารมณ์เครียดของคุณ การได้ละความสนใจจากเรื่องเครียด ๆ จะทำให้คุณมีอารมณ์สุขุม มีสติปัญญา ไตร่ตรองปัญหาอย่างรอบคอบและกลับมาต่อ สู้ปัญหาอย่างใจเย็นต่อไป

3. พยายามระงับอารมณ์โกรธลงในเวลาอันรวดเร็วที่สุด เพราะอารมณ์โกรธจะทำให้ความ คิดมืดมน อาจแสดงอาการหรือพฤติกรรมที่ไม่ดี อันจะมำให้เกิดความเสียใจได้

“ รักยาวให้บั่น ” เราจะต้องบั่นทอนการเฉยเมยต่อเพื่อนฝูง การวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่จำเป็น การพูดจา ไม่สุภาพ การกระทบกระเทียบ เสียดสี แดกดัน คำด่าที่รุนแรงเผ็ดร้อน และการผิดนัดหมาย ฯลฯ ทิ้งไปเสีย

“ รักสั่นให้ต่อ ” เพื่อกระชับระยะทางของการสร้างมิตรภาพให้สั้นเข้ามาหรือใกล้ชิดยิ่งขึ้น เราจะต้อง “ ต่อสายใยมิตรภาพ ”
ด้วยการให้ความสำคัญ สนใจใยดีต่อความสุขความทุกข์ของเพื่อน ชมเชยและดีใจ ด้วยเมื่อเพื่อนได้รับสิ่งสวยงาม
หรือได้รับความสำเร็จ พูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพ มองด้วยสายตาที่เป็นมิตร ไม่ผิดนัดหมายโดยไม่จำเป็น

]]>


เหตุการณ์สภาวะเครียดนั้น ทุกคนย่อมเผชิญและได้เจอมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งหลีกเลี่ยงไมไ่ด้ คุณคงอยากให้อารมณ์เครียดหมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะภาวะ เครียดนี้จะทำให้คุณเป็นคนที่ไม่น่าคบหาสมาคม คุณก็ทราบดีว่า อารมณ์ชนิดนี้ไม่มีใครต้องการแม้แต่ตัวคุณเอง
ก็เถอะ เมื่อเกิดอารมณ์ร้ายขึ้นแล้วก็จะทำให้คุณค่าในตัวคุณด้อยลง อย่างมากเทียวค่ะ กริยา วาจา ที่ไม่เหมาะสมก็จะแสดงออกมา เพาะฉะนั้นคุณควรจะมีวิธีการจัดการ กับอารมณ์ร้ายนี้ และต่อไปนี้เป็น ข้อแนะนำบางประการ

1. หาใครสักคนที่คุณไว้ใจ ระบายความรู้สึก รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ทำให้คุณเกิดความไม่พอใจทำให้คุณไม่ สบอารมณ์ คนที่คุณไว้ใจได้ เช่น พ่อ แม่ ภริยา-สามี พี่น้อง เพื่อนสนิท หรือครูบาอาจารย์ ฯลฯ การที่มีคน รับฟังคุณ แค่นี้ก็เป็นการระบายปัญหาที่คุณมีอยู่แล้วค่ะ ระหว่างที่คุณ ระบายเรื่องราวต่าง ๆ นั้น คุณก็อาจ จะได้คำตอบของปัญหานั้น ๆ พร้อมกันก็ได้

2. หลีกเลี่ยงอารมณ์เครียด ด้วยการหากิจกรรมอย่างอื่นทำเพื่อจะได้พบกับสิ่งที่ทำให้คุณไม่สบอารมณ์สัก ระยะหนึ่ง ด้วยการเล่นกีฬาที่คุณชอบ ไปพักผ่อนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เดินชอบปิ้งตามห้างสรรพสินค้าอ่าน หนังสือที่คุณชอบ ฯลฯ การได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำให้คุณลืมคิดถึงเรื่องทรมานใจ และมีข้อแนะนำ ว่ากิจกรรมที่คุณเลือกนั้น คุณต้องทำด้วยความตั้งใจจริง ด้วยความชอบจริง ๆ คุณจึงประสบผลสำเร็จในการ เอาชนะอารมณ์เครียดของคุณ การได้ละความสนใจจากเรื่องเครียด ๆ จะทำให้คุณมีอารมณ์สุขุม มีสติปัญญา ไตร่ตรองปัญหาอย่างรอบคอบและกลับมาต่อ สู้ปัญหาอย่างใจเย็นต่อไป

3. พยายามระงับอารมณ์โกรธลงในเวลาอันรวดเร็วที่สุด เพราะอารมณ์โกรธจะทำให้ความ คิดมืดมน อาจแสดงอาการหรือพฤติกรรมที่ไม่ดี อันจะมำให้เกิดความเสียใจได้

“ รักยาวให้บั่น ” เราจะต้องบั่นทอนการเฉยเมยต่อเพื่อนฝูง การวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่จำเป็น การพูดจา ไม่สุภาพ การกระทบกระเทียบ เสียดสี แดกดัน คำด่าที่รุนแรงเผ็ดร้อน และการผิดนัดหมาย ฯลฯ ทิ้งไปเสีย

“ รักสั่นให้ต่อ ” เพื่อกระชับระยะทางของการสร้างมิตรภาพให้สั้นเข้ามาหรือใกล้ชิดยิ่งขึ้น เราจะต้อง “ ต่อสายใยมิตรภาพ ”
ด้วยการให้ความสำคัญ สนใจใยดีต่อความสุขความทุกข์ของเพื่อน ชมเชยและดีใจ ด้วยเมื่อเพื่อนได้รับสิ่งสวยงาม
หรือได้รับความสำเร็จ พูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพ มองด้วยสายตาที่เป็นมิตร ไม่ผิดนัดหมายโดยไม่จำเป็น

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
วาซาบิ..มีประโยชน์นะ http://www.taladbenz.com/?p=1282 http://www.taladbenz.com/?p=1282 Sat, 12 May 2012 03:12:17 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1282

หลายคนคงจะเคยลองลิ้มชิมรสกับ อาหารญี่ปุ่น กันบ้างแล้ว และหลายคนก็คงจะได้ลองสัมผัสกับความฉุนของเจ้า "วาซาบิ" ที่ถือว่าเป็นเครื่องปรุงอย่างหนึ่งของ อาหารญี่ปุ่น กันแล้ว บางคนอาจจะหลงใหลในรสฉุนดังกล่าว บางคนอาจจะร้องยี้ แต่รู้หรือไม่คะว่า ใน "วาซาบิ" ที่คุณเขี่ยให้ห่างเวลาทานอาหารญี่ปุ่นนั้น มีประโยชน์มากมาย ที่นอกจากจะช่วยทำให้โล่งจมูก และอาจช่วยป้องกัน โรคมะเร็งแล้ว ยังอาจจะช่วยป้องกันฟันผุได้ด้วย

สารประกอบทางเคมีในวาซาบิ นอกจากทำให้วาซาบิ มีรสชาติ และกลิ่นรุนแรงแล้ว ยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ที่เป็นต้นเหตุของฟันผุ โดยวาซาบิประกอบด้วย ไอโซทิโอไซยาเนตส์ ซึ่งนักวิจัยพบว่า สามารถยับยั้งการผลิตเอนไซม์ ที่มีส่วนสำคัญ ในการก่อตัวของ หินปูน ก่อนหน้านี้วาซาบิ เคยมีชื่อเสียงในเรื่องของการป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน ลดความเสี่ยง ต่อการเป็นมะเร็ง และป้องกันโรคหอบหืด

วาซาบิมีผลในการฆ่าเชื้อโรค มันสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด และยังสามารถกำจัดพยาธิ อนิซาคิส (Anisakis) ที่อาศัยอยู่ในปลา เมื่อมันผ่านเข้าไปในระบบย่อยอาหารของมนุษย์

และผลการวิจัยล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบว่าวาซาบิ สามารถป้องกันฟันผุได้ แต่เนื่องจากผลการวิจัยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น นักวิจัยจึงเห็นว่า จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป เพื่อยืนยันในประสิทธิภาพของเครื่องปรุงรสชนิดนี้ และหากผลการทดลองยืนยันว่า ใช้ได้ผลดีกับมนุษย์ เราอาจจะเห็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวาซาบิอย่างกว้างขวาง รวมทั้งในรูปของยาสีฟัน แต่อาจจะต้องมีการ ปรับปรุงรสชาติใหม่

วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่ทำมาจากต้น คาโนลา (Canola) โดยนำส่วนโคนลำต้นที่มีความหนาออกมาใช้ แต่หลาย ๆ คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนรากของมัน เมื่อนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร วาซาบิจะมาในรูปของเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นฉุน รับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้แสบจมูกในระยะสั้น ๆ ก่อนที่รสชาติจะเปลี่ยนเป็นความกลมกล่อม ทั้งขมทั้งหวานผสมกัน

วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงรสที่ชาวญี่ปุ่นใช้กันมานานกว่าพันปี แต่เมื่อไม่นานนี้ มันกลายมาเป็นเครื่องปรุงยอดนิยมประจำโต๊ะอาหาร และกลายเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการทำครัวของชาวญี่ปุ่นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และยังมีการค้นพบว่า ผู้ที่รับประทานปลาดิบพร้อมกับวาซาบิจะไม่ค่อยป่วยเป็นอะไร

อาหารญี่ปุ่นมีวาซาบิ อาหารแขกเติมผงกะหรี่ อาหารฝรั่งใส่มัสตาร์ด อาหารจีนใช้ขิงและพริกไทย ขณะที่อาหารไทยใช้กระเทียมและใบกระเพรามาช่วยสร้างรสเผ็ดร้อน แน่นอน…ทั้งหมดที่เอ่ยชื่อมามีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น ใครชอบแบบไหนสามารถเลือกได้ตามรสนิยม และสามารถเลือกได้ทุกแบบที่กล่าวมา ตามโอกาสที่เหมาะสม

รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้ร้องยี้ แล้วเขี่ย วาซาบิ ทิ้งเด็ดขาดนะจ๊ะ

]]>


หลายคนคงจะเคยลองลิ้มชิมรสกับ อาหารญี่ปุ่น กันบ้างแล้ว และหลายคนก็คงจะได้ลองสัมผัสกับความฉุนของเจ้า "วาซาบิ" ที่ถือว่าเป็นเครื่องปรุงอย่างหนึ่งของ อาหารญี่ปุ่น กันแล้ว บางคนอาจจะหลงใหลในรสฉุนดังกล่าว บางคนอาจจะร้องยี้ แต่รู้หรือไม่คะว่า ใน "วาซาบิ" ที่คุณเขี่ยให้ห่างเวลาทานอาหารญี่ปุ่นนั้น มีประโยชน์มากมาย ที่นอกจากจะช่วยทำให้โล่งจมูก และอาจช่วยป้องกัน โรคมะเร็งแล้ว ยังอาจจะช่วยป้องกันฟันผุได้ด้วย

สารประกอบทางเคมีในวาซาบิ นอกจากทำให้วาซาบิ มีรสชาติ และกลิ่นรุนแรงแล้ว ยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ที่เป็นต้นเหตุของฟันผุ โดยวาซาบิประกอบด้วย ไอโซทิโอไซยาเนตส์ ซึ่งนักวิจัยพบว่า สามารถยับยั้งการผลิตเอนไซม์ ที่มีส่วนสำคัญ ในการก่อตัวของ หินปูน ก่อนหน้านี้วาซาบิ เคยมีชื่อเสียงในเรื่องของการป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน ลดความเสี่ยง ต่อการเป็นมะเร็ง และป้องกันโรคหอบหืด

วาซาบิมีผลในการฆ่าเชื้อโรค มันสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด และยังสามารถกำจัดพยาธิ อนิซาคิส (Anisakis) ที่อาศัยอยู่ในปลา เมื่อมันผ่านเข้าไปในระบบย่อยอาหารของมนุษย์

และผลการวิจัยล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบว่าวาซาบิ สามารถป้องกันฟันผุได้ แต่เนื่องจากผลการวิจัยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น นักวิจัยจึงเห็นว่า จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป เพื่อยืนยันในประสิทธิภาพของเครื่องปรุงรสชนิดนี้ และหากผลการทดลองยืนยันว่า ใช้ได้ผลดีกับมนุษย์ เราอาจจะเห็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวาซาบิอย่างกว้างขวาง รวมทั้งในรูปของยาสีฟัน แต่อาจจะต้องมีการ ปรับปรุงรสชาติใหม่

วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่ทำมาจากต้น คาโนลา (Canola) โดยนำส่วนโคนลำต้นที่มีความหนาออกมาใช้ แต่หลาย ๆ คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนรากของมัน เมื่อนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร วาซาบิจะมาในรูปของเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นฉุน รับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้แสบจมูกในระยะสั้น ๆ ก่อนที่รสชาติจะเปลี่ยนเป็นความกลมกล่อม ทั้งขมทั้งหวานผสมกัน

วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงรสที่ชาวญี่ปุ่นใช้กันมานานกว่าพันปี แต่เมื่อไม่นานนี้ มันกลายมาเป็นเครื่องปรุงยอดนิยมประจำโต๊ะอาหาร และกลายเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการทำครัวของชาวญี่ปุ่นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และยังมีการค้นพบว่า ผู้ที่รับประทานปลาดิบพร้อมกับวาซาบิจะไม่ค่อยป่วยเป็นอะไร

อาหารญี่ปุ่นมีวาซาบิ อาหารแขกเติมผงกะหรี่ อาหารฝรั่งใส่มัสตาร์ด อาหารจีนใช้ขิงและพริกไทย ขณะที่อาหารไทยใช้กระเทียมและใบกระเพรามาช่วยสร้างรสเผ็ดร้อน แน่นอน…ทั้งหมดที่เอ่ยชื่อมามีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น ใครชอบแบบไหนสามารถเลือกได้ตามรสนิยม และสามารถเลือกได้ทุกแบบที่กล่าวมา ตามโอกาสที่เหมาะสม

รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้ร้องยี้ แล้วเขี่ย วาซาบิ ทิ้งเด็ดขาดนะจ๊ะ

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
ผู้ชายเจ้าชู้..อยู่หมัดแน่ http://www.taladbenz.com/?p=1273 http://www.taladbenz.com/?p=1273 Fri, 11 May 2012 08:35:00 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1273

ความเจ้าชู้นั้น มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นปัญหาสำหรับคนที่เป็นแฟนกันแล้ว ถ้าพูดเรื่อง ความเจ้าชู้ แล้ว คงหนีไม่พ้น คุณผู้ชายที่แต่ละคน มีดีกรี ความเจ้าชู้อยู่เป็นทุนกันทุกคนอยู่แล้ว วันนี้เราจะมาจัดการกับผู้ชายที่เจ้าชู้ให้อยู่หมัด สัก 5 วิธี คือ

1. ทำตัวให้สวยกว่าปกติเป็นพิเศษ
จากที่เคยสวยอยู่แล้วก็ทำตัวเองให้สวยเข้าไปอีก แต่คนเราจะสวยไม่สวยมันไม่ไช่แค่เรื่องของการแต่งตัวตัวเสริมหน้าหรือร่างกายภายนอกสาวเจ้าทั้งหลายต้องลบล้างความรู้สึกเหงาเศร้าสร้อยทิ้งลงแม่น้ำไปซะ แล้วทำให้หัวจิตหัวใจกระชุ่มกระชวย รับรองว่าใบหน้าจะเปล่งปลั่งเต่งตึงอย่างที่เรียกได้ว่า สวยจนเขาต้องเหลียวหลังมองซ้ำยังงั้นเลย

2. ทำตัวเป็นสาวมีอนาคตก้าวหน้า
ไม่ได้บอกให้ก้มหน้าก้มตาเอาเรื่องงานมาเป็นข้ออ้างที่จะลืมเขา วันๆ หัวยุ่งหัวฟูดูไม่ได้แบบนี้ไม่เอาเด็ดขาด จะให้เขาตาร้องต้องแสดงให้เห็นว่าขาดเธอแล้วการงานฉันจะรุ่งเรื่อง ได้เลือนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เพราะไม่ต้องนั่งง้อนั่งงอนเวลาที่มีงานเข้ามาแทรกเวลานัด เจ้านายก็ตบรางวัลให้ด้วยตำแหล่ง แถมเงินทองไหลมาเทมา อืม…. ท่าทางเขาจะกลับมาชูนิ้วก้อยเร็วๆ นี้แล้ว

3. วางตัวเป็นเพื่อนที่แสนดีของเขา
เพื่อนที่ดีในที่นี้ก็คือส่งเสริมให้เขาไปหาคนใหม่คนนั้น ไม่ต้องสนใจคุณอีกต่อไป คุณสามารถอยู่ได้แม้เข้าจะแสดงอาการที่จะขับไล่ไสส่งเพื่อให้เขาได้อยู่กับคนใหม่อย่างมีความสุข แต่ความจริงแล้วเขาจะรู้สึกได้ทันทีว่าการที่คุณไล่เขาอย่างนั้น เป็นการแสดงอย่างโจ่งแจ้งว่าคุณไม่ได้ต้องการเขาเลยสักนิด โอ๊ยย! รับรองว่าเขาจะรู้สึกเจ็บที่ขั้วหัวใจเลยทีเดียว

4. ทำตัวให้โสดสนิท
คนโสดน่ะมีข้อดีที่จะทำตาเจ้าชู้เล่นหูเล่นตากับใครๆก็ได้ ไม่มีใครว่า แต่อย่าให้เกินลิมิตกับคนที่เข้ามีเจ้าของอยู่แล้วก็เท่านั้น ถ้าคุณคิดอยากเอาคืนแบบที่ทำให้เขาหัวเสีย ก็แค่ทำตัวแบบไม่มีพันธะ เฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อฝูง ไปด๊งไปแดนซ์ตามประสาคนไม่มีห่วง เรื่องถึงหูเขาเมื่อไรรับรองว่าอาจจะมีเซอร์ไพรส์ ประเภทโทร…มาถามว่ารู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่…แต่เรื่องของเรื่องน่ะหวงก้าง!!!!

5. เลียบแบบความเจ้าชู้จากเขา
วิธีนี้รับรองว่าได้พลชะงัด เพียงแค่แคะมุกเก่าๆสมัยโบราณมาใช้ ประเภทยืมตัวเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนมาเดินควงสัก 2-3 วัน ทันทีที่รู้แน่ว่าถูกทิ้งทำไมน่ะเหรอ ก็คนที่ทิ้งคุณไปน่ะคงงเป็นไก้ตาแตกเพราะเขาเป็นคนบอกเลิก แต่คุณกลับมีคนอื่นเข้ามาดามหัวใจภายในไม่กี่วัน แล้วในก็จะการเป็นปรัศนีในใจของผมว่าใครกันแน่หว่าที่ถุกทิ้ง??

]]>


ความเจ้าชู้นั้น มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นปัญหาสำหรับคนที่เป็นแฟนกันแล้ว ถ้าพูดเรื่อง ความเจ้าชู้ แล้ว คงหนีไม่พ้น คุณผู้ชายที่แต่ละคน มีดีกรี ความเจ้าชู้อยู่เป็นทุนกันทุกคนอยู่แล้ว วันนี้เราจะมาจัดการกับผู้ชายที่เจ้าชู้ให้อยู่หมัด สัก 5 วิธี คือ

1. ทำตัวให้สวยกว่าปกติเป็นพิเศษ
จากที่เคยสวยอยู่แล้วก็ทำตัวเองให้สวยเข้าไปอีก แต่คนเราจะสวยไม่สวยมันไม่ไช่แค่เรื่องของการแต่งตัวตัวเสริมหน้าหรือร่างกายภายนอกสาวเจ้าทั้งหลายต้องลบล้างความรู้สึกเหงาเศร้าสร้อยทิ้งลงแม่น้ำไปซะ แล้วทำให้หัวจิตหัวใจกระชุ่มกระชวย รับรองว่าใบหน้าจะเปล่งปลั่งเต่งตึงอย่างที่เรียกได้ว่า สวยจนเขาต้องเหลียวหลังมองซ้ำยังงั้นเลย

2. ทำตัวเป็นสาวมีอนาคตก้าวหน้า
ไม่ได้บอกให้ก้มหน้าก้มตาเอาเรื่องงานมาเป็นข้ออ้างที่จะลืมเขา วันๆ หัวยุ่งหัวฟูดูไม่ได้แบบนี้ไม่เอาเด็ดขาด จะให้เขาตาร้องต้องแสดงให้เห็นว่าขาดเธอแล้วการงานฉันจะรุ่งเรื่อง ได้เลือนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เพราะไม่ต้องนั่งง้อนั่งงอนเวลาที่มีงานเข้ามาแทรกเวลานัด เจ้านายก็ตบรางวัลให้ด้วยตำแหล่ง แถมเงินทองไหลมาเทมา อืม…. ท่าทางเขาจะกลับมาชูนิ้วก้อยเร็วๆ นี้แล้ว

3. วางตัวเป็นเพื่อนที่แสนดีของเขา
เพื่อนที่ดีในที่นี้ก็คือส่งเสริมให้เขาไปหาคนใหม่คนนั้น ไม่ต้องสนใจคุณอีกต่อไป คุณสามารถอยู่ได้แม้เข้าจะแสดงอาการที่จะขับไล่ไสส่งเพื่อให้เขาได้อยู่กับคนใหม่อย่างมีความสุข แต่ความจริงแล้วเขาจะรู้สึกได้ทันทีว่าการที่คุณไล่เขาอย่างนั้น เป็นการแสดงอย่างโจ่งแจ้งว่าคุณไม่ได้ต้องการเขาเลยสักนิด โอ๊ยย! รับรองว่าเขาจะรู้สึกเจ็บที่ขั้วหัวใจเลยทีเดียว

4. ทำตัวให้โสดสนิท
คนโสดน่ะมีข้อดีที่จะทำตาเจ้าชู้เล่นหูเล่นตากับใครๆก็ได้ ไม่มีใครว่า แต่อย่าให้เกินลิมิตกับคนที่เข้ามีเจ้าของอยู่แล้วก็เท่านั้น ถ้าคุณคิดอยากเอาคืนแบบที่ทำให้เขาหัวเสีย ก็แค่ทำตัวแบบไม่มีพันธะ เฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อฝูง ไปด๊งไปแดนซ์ตามประสาคนไม่มีห่วง เรื่องถึงหูเขาเมื่อไรรับรองว่าอาจจะมีเซอร์ไพรส์ ประเภทโทร…มาถามว่ารู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่…แต่เรื่องของเรื่องน่ะหวงก้าง!!!!

5. เลียบแบบความเจ้าชู้จากเขา
วิธีนี้รับรองว่าได้พลชะงัด เพียงแค่แคะมุกเก่าๆสมัยโบราณมาใช้ ประเภทยืมตัวเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนมาเดินควงสัก 2-3 วัน ทันทีที่รู้แน่ว่าถูกทิ้งทำไมน่ะเหรอ ก็คนที่ทิ้งคุณไปน่ะคงงเป็นไก้ตาแตกเพราะเขาเป็นคนบอกเลิก แต่คุณกลับมีคนอื่นเข้ามาดามหัวใจภายในไม่กี่วัน แล้วในก็จะการเป็นปรัศนีในใจของผมว่าใครกันแน่หว่าที่ถุกทิ้ง??

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
ความรัก = น่ากลัว http://www.taladbenz.com/?p=1258 http://www.taladbenz.com/?p=1258 Thu, 10 May 2012 08:32:13 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1258

ความรักดูภายนอกแล้วอาจจะสวยงามแต่เมื่อได้ลองสัมผัสกับมันแล้ว มันก็ยังมีอีกมุมที่น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

เคยได้ยินสำนวนอันหนึ่งไหม ที่บอกว่า สิ่งที่ดูน่ากลัว มักจะไม่อันตราย สิ่งที่อันตราย มักจะดูไม่น่ากลัว

ว่ากันว่า.. สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของคนมีความรัก คือการที่รักกันมาแนบแน่น สวยหรู โดยไม่เคยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งเลย เพราะความสวยงามราบรื่น มันทำให้เรา “วางใจ” จนอาจลืมไปว่า.. ยังไงๆ เขาก็เป็น “คนอื่น” ยังไงๆ เขาก็มีหัวใจคนละดวงกับของเรา สมองคนละก้อน ตัดสินใจได้เอง รู้สึกได้เอง ว่าจะรัก จะเลิก จะอยู่หรือจะไป

ในเวลาอกหัก ใครจะมาบอกมาพูดอะไรสามวันสามคืน ก็ไม่ช่วยอะไรได้มาก เท่ากับการมีปัญญาขึ้นในใจเราเอง ถ้าเราเข้าใจได้ว่า คนเราเกิดมาเพื่อพบกัน เพื่อมีวันเวลาที่ดีด้วยกัน และเพื่อพรากจากกันในที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว เราก็จะทำใจ และปล่อยวางได้ โดยไม่ต้องการคำอธิบาย หรือตรรกะเหตุผลอะไรมากมาย

เวลาเจอเรื่องแบบนี้ อย่าเสียเวลาถามว่า “ทำไม” ให้มากความ คิดเสียว่าเขาตายจากชีวิตเราไปแล้ว คนที่เคยเป็นคนรักแสนดีของเรา เขาไม่อยู่ในโลกของเราแล้ว ถ้าเรารักเขามากจริงๆ อย่างที่บอกเขาเสมอ นี่ไง.. สิ่งสุดท้ายที่เราจะให้เขาได้ “ให้อภัย” คิดเสียว่า เขาจะมีความสุขมากกว่าที่ได้อยู่กับเรา อวยพรให้เขาโชคดี ในโลกใหม่ของเขา ไม่ต้องรอเขาหรอกนะ อย่าไปหวังลมๆแล้งๆ ว่าคนตายแล้วจะฟื้นกลับมา เพราะมันมีแต่ในหนังแฟรงเก้นสไตน์ และถึงเขาจะกลับมา เชื่อเถอะว่า ความรู้สึกดีๆ มันจะไม่เหมือนเดิมแล้ว

เขาเลือกทางเดินชีวิตของเขาแล้ว เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาแล้ว เราก็เลือกได้เหมือนกัน ว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือจมปลักในทุกข์นี้ต่อไป อยากร้องไห้ก็ร้องแต่พองาม พอให้รู้สึกว่าเรามีเลือดเนื้อ แต่อย่าร้องจนเสียจริต เหมือนคนคิดสั้น เพราะถึงเราจะร้องจนน้ำท่วมทุ่งกุลาร้องไห้ ก็ไม่ทำให้อะไรๆกลับมา เหมือนเดิม

เราอาจรู้สึกเหมือนโลกดับ วับหาย แต่เปล่าหรอก.. ชีวิตเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ความจริง การเรียนรู้ความรู้สึกของการสูญเสียครั้งใหญ่ เป็นบทเรียนสำคัญของมนุษย์ ที่จะได้สอนตัวเองว่า .. อย่ายึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

ทั้งเรา ทั้งเขา ทั้งใครๆ ทั้งสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งไหน ทั้งโลกนี้ จักรวาล และกาลเวลา
ใครที่ป่วยใจอยู่ ขอให้เข้มแข็ง.. หนักแน่น.. มีสติ และขอให้หายป่วยไวๆ ]]>


ความรักดูภายนอกแล้วอาจจะสวยงามแต่เมื่อได้ลองสัมผัสกับมันแล้ว มันก็ยังมีอีกมุมที่น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

เคยได้ยินสำนวนอันหนึ่งไหม ที่บอกว่า สิ่งที่ดูน่ากลัว มักจะไม่อันตราย สิ่งที่อันตราย มักจะดูไม่น่ากลัว

ว่ากันว่า.. สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของคนมีความรัก คือการที่รักกันมาแนบแน่น สวยหรู โดยไม่เคยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งเลย เพราะความสวยงามราบรื่น มันทำให้เรา “วางใจ” จนอาจลืมไปว่า.. ยังไงๆ เขาก็เป็น “คนอื่น” ยังไงๆ เขาก็มีหัวใจคนละดวงกับของเรา สมองคนละก้อน ตัดสินใจได้เอง รู้สึกได้เอง ว่าจะรัก จะเลิก จะอยู่หรือจะไป

ในเวลาอกหัก ใครจะมาบอกมาพูดอะไรสามวันสามคืน ก็ไม่ช่วยอะไรได้มาก เท่ากับการมีปัญญาขึ้นในใจเราเอง ถ้าเราเข้าใจได้ว่า คนเราเกิดมาเพื่อพบกัน เพื่อมีวันเวลาที่ดีด้วยกัน และเพื่อพรากจากกันในที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว เราก็จะทำใจ และปล่อยวางได้ โดยไม่ต้องการคำอธิบาย หรือตรรกะเหตุผลอะไรมากมาย

เวลาเจอเรื่องแบบนี้ อย่าเสียเวลาถามว่า “ทำไม” ให้มากความ คิดเสียว่าเขาตายจากชีวิตเราไปแล้ว คนที่เคยเป็นคนรักแสนดีของเรา เขาไม่อยู่ในโลกของเราแล้ว ถ้าเรารักเขามากจริงๆ อย่างที่บอกเขาเสมอ นี่ไง.. สิ่งสุดท้ายที่เราจะให้เขาได้ “ให้อภัย” คิดเสียว่า เขาจะมีความสุขมากกว่าที่ได้อยู่กับเรา อวยพรให้เขาโชคดี ในโลกใหม่ของเขา ไม่ต้องรอเขาหรอกนะ อย่าไปหวังลมๆแล้งๆ ว่าคนตายแล้วจะฟื้นกลับมา เพราะมันมีแต่ในหนังแฟรงเก้นสไตน์ และถึงเขาจะกลับมา เชื่อเถอะว่า ความรู้สึกดีๆ มันจะไม่เหมือนเดิมแล้ว

เขาเลือกทางเดินชีวิตของเขาแล้ว เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาแล้ว เราก็เลือกได้เหมือนกัน ว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือจมปลักในทุกข์นี้ต่อไป อยากร้องไห้ก็ร้องแต่พองาม พอให้รู้สึกว่าเรามีเลือดเนื้อ แต่อย่าร้องจนเสียจริต เหมือนคนคิดสั้น เพราะถึงเราจะร้องจนน้ำท่วมทุ่งกุลาร้องไห้ ก็ไม่ทำให้อะไรๆกลับมา เหมือนเดิม

เราอาจรู้สึกเหมือนโลกดับ วับหาย แต่เปล่าหรอก.. ชีวิตเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ความจริง การเรียนรู้ความรู้สึกของการสูญเสียครั้งใหญ่ เป็นบทเรียนสำคัญของมนุษย์ ที่จะได้สอนตัวเองว่า .. อย่ายึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

ทั้งเรา ทั้งเขา ทั้งใครๆ ทั้งสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งไหน ทั้งโลกนี้ จักรวาล และกาลเวลา
ใครที่ป่วยใจอยู่ ขอให้เข้มแข็ง.. หนักแน่น.. มีสติ และขอให้หายป่วยไวๆ

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
ดูแลรถ..ดูแลเรา http://www.taladbenz.com/?p=1233 http://www.taladbenz.com/?p=1233 Wed, 9 May 2012 04:15:10 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1233

เรามารู้จักหลากอาการเริ่มต้นต่างๆ อาจจะสามารถรับรู้ได้โดยไม่ต้องถึงมือช่างและทำให้ป้องกันปัญหาก่อนที่จะลุกลามจนสร้างความเสียหายให้แก่รถของท่านได้ ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานและเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ขับขี่รถต้องเรียนรุ้ไว้ เมื่อเราเจอกับเหตุการณ์จะได้แก้ปัญหาได้ทันท่วงที " เมื่อเราดูแลรถ รถก็จะดูแลเรา"

1.สตาร์ทเครื่องนานกว่าปกติ ทันทีที่เราขึ้นรถแล้วบิดกุญแจเชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่เสียงสตาร์ทนั้นยังบอกความเป็นสุขของรถท่านได้ โดยปกติแล้วการสตาร์ทเครื่องยนต์นั้นจะใช้การถีบตัวไม่เกิน 3 ครั้งใช้เวลาไม่เกิน 30 วินาที ถ้านานกว่านั้นแสดงว่ารถเริ่มมีปัญหา ซึ่งโดยปกติ หมายถึงแบตเตอร์รี่อาจจะเริ่มเสื่อมสภาพ

2. ร่องรอยน้ำมัน บางครั้งเมื่อคุณจอดรถแล้วพบรอยน้ำมันหยดเป็นทางนั้น หรือเป็นจุดนั้นอย่าวางใจโดยเด็ดขาด เพราะตามปกติแล้วน้ำมันจะไม่สามารถหยดได้เอง นอกจากเกิดความเสียหายต่อระบบนั้นๆ ซึ่งหมายถึงต้องมีอะไรผิดปกติแล้ว ดังนั้นถ้าพบข้อนี้รีบตรวจสอบโดยด่วน

3.เสียงที่ผิดปกติ ในหัวข้อนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ยากในการสังเกตในระหว่างขับรถแต่คุณสามารถสังเกตได้เมื่อรถจอดหรือเดินเบาเครื่องยนต์ก่อนขับออกถนน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการทำงานของเครื่องยนต์จะไม่มีเสียงผิดแปลก โดยเฉพาะ "เสียงเหล็กกระทบกัน" หรือทางศัพท์ช่าง เรียกว่า "เสียงน๊อก" (Knocking) ซึ่งหากท่านได้ยินเสียงดังกล่าว และไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้น ให้รีบไปหาผู้เชี่ยวชาญทันที แต่ทางที่ดีอันนี้อยากแนะนำบันทึกเสียงนั้นไว้ก่อน โดยอาจจะถ่ายคลิป เพื่อใช้ประกอบในการอธิบายปัญหา

4.ควันขาวออกท่อ จงจำไว้ว่ารถที่ดีนั้นต้องไม่มีควันขาว และเมื่อไรก็ตามที่รถของท่านมีอาการควันสีขาวออกท่อ พร้อมกลิ่นฉุน นั่นหมายถึงต้องมีสิ่งที่ผิดปกติกับระบบเครื่องยนต์ ซึ่งหากชี้ชัดไปนั้นมันจะมีหลายอาการมาก แต่เอาเป็นว่าถ้าเห็นแล้วรับหาช่างจะดีกว่านะ

5.ขับรถแล้วดูนุ่มนวลผิดกว่าปกติ บางครั้งที่คุณขับรถนั้นเวลาขับสังเกตดีๆว่ารถเรานิ่มนวลผิดปกติไปหรือไม่จากที่เคยใช้มา ถ้าคำตอบคือ "ใช่" แสดงว่ารถคุณมีความเป็นไปได้ใน 2 ทาง คือ 1 ลมยางอ่อน บางครั้งอาจจะหมายถึงยางรั่ว กับ 2 ระบบช่วงล่างบางชิ้นเสื่อมสภาพ โดยมากคือสปริง หรือโช๊ค

6.เสียง จี๊ดๆ ตอนเบรก ในข้อนี้หลายคนอาจจะบอกว่ามันเป็นอย่างไร แต่เอาเป็นว่าเมื่อคุณกดเบรกแล้ว ได้ยินเหมือนเสียงหนูร้องเพรียกอยู่ในรถ อาจจะด้านหน้า หรือ ด้านหลัง ซึ่งข้อนี้หมายถึงผ้าเบรกที่กำลังหมดอายุการใช้งาน ถ้าได้ยินแล้วอย่ารอช้า รีบหาเวลาไปเปลี่ยนผ้าเบรกก่อนที่มันจะทำความเสียหายต่อชุดจานเบรก

7.รถเร่งแล้วอืดกว่าเดิม ถ้าเมื่อไรรถคุณเร่งแล้วรู้สึกว่าไม่พุ่งเหมือนเดิมนั้น แต่ไม่มีความผิดปกติอย่างอื่นเช่นรอยน้ำมัน นั่นหมายถึงรถคุณนั้น อาจจะต้องการการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว แต่หากถ่ายมาแล้วและยังวิ่งอืดอยู่ ก็จะมีอีก 2 ตัว คือ 1.กรองน้ำมันเชื้อเพลิง และ 2 กรองอากาศ ซึ่งอาการรถมีอัตราเร่งถอยนี้มีผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

]]>


เรามารู้จักหลากอาการเริ่มต้นต่างๆ อาจจะสามารถรับรู้ได้โดยไม่ต้องถึงมือช่างและทำให้ป้องกันปัญหาก่อนที่จะลุกลามจนสร้างความเสียหายให้แก่รถของท่านได้ ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานและเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ขับขี่รถต้องเรียนรุ้ไว้ เมื่อเราเจอกับเหตุการณ์จะได้แก้ปัญหาได้ทันท่วงที " เมื่อเราดูแลรถ รถก็จะดูแลเรา"

1.สตาร์ทเครื่องนานกว่าปกติ ทันทีที่เราขึ้นรถแล้วบิดกุญแจเชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่เสียงสตาร์ทนั้นยังบอกความเป็นสุขของรถท่านได้ โดยปกติแล้วการสตาร์ทเครื่องยนต์นั้นจะใช้การถีบตัวไม่เกิน 3 ครั้งใช้เวลาไม่เกิน 30 วินาที ถ้านานกว่านั้นแสดงว่ารถเริ่มมีปัญหา ซึ่งโดยปกติ หมายถึงแบตเตอร์รี่อาจจะเริ่มเสื่อมสภาพ

2. ร่องรอยน้ำมัน บางครั้งเมื่อคุณจอดรถแล้วพบรอยน้ำมันหยดเป็นทางนั้น หรือเป็นจุดนั้นอย่าวางใจโดยเด็ดขาด เพราะตามปกติแล้วน้ำมันจะไม่สามารถหยดได้เอง นอกจากเกิดความเสียหายต่อระบบนั้นๆ ซึ่งหมายถึงต้องมีอะไรผิดปกติแล้ว ดังนั้นถ้าพบข้อนี้รีบตรวจสอบโดยด่วน

3.เสียงที่ผิดปกติ ในหัวข้อนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ยากในการสังเกตในระหว่างขับรถแต่คุณสามารถสังเกตได้เมื่อรถจอดหรือเดินเบาเครื่องยนต์ก่อนขับออกถนน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการทำงานของเครื่องยนต์จะไม่มีเสียงผิดแปลก โดยเฉพาะ "เสียงเหล็กกระทบกัน" หรือทางศัพท์ช่าง เรียกว่า "เสียงน๊อก" (Knocking) ซึ่งหากท่านได้ยินเสียงดังกล่าว และไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้น ให้รีบไปหาผู้เชี่ยวชาญทันที แต่ทางที่ดีอันนี้อยากแนะนำบันทึกเสียงนั้นไว้ก่อน โดยอาจจะถ่ายคลิป เพื่อใช้ประกอบในการอธิบายปัญหา

4.ควันขาวออกท่อ จงจำไว้ว่ารถที่ดีนั้นต้องไม่มีควันขาว และเมื่อไรก็ตามที่รถของท่านมีอาการควันสีขาวออกท่อ พร้อมกลิ่นฉุน นั่นหมายถึงต้องมีสิ่งที่ผิดปกติกับระบบเครื่องยนต์ ซึ่งหากชี้ชัดไปนั้นมันจะมีหลายอาการมาก แต่เอาเป็นว่าถ้าเห็นแล้วรับหาช่างจะดีกว่านะ

5.ขับรถแล้วดูนุ่มนวลผิดกว่าปกติ บางครั้งที่คุณขับรถนั้นเวลาขับสังเกตดีๆว่ารถเรานิ่มนวลผิดปกติไปหรือไม่จากที่เคยใช้มา ถ้าคำตอบคือ "ใช่" แสดงว่ารถคุณมีความเป็นไปได้ใน 2 ทาง คือ 1 ลมยางอ่อน บางครั้งอาจจะหมายถึงยางรั่ว กับ 2 ระบบช่วงล่างบางชิ้นเสื่อมสภาพ โดยมากคือสปริง หรือโช๊ค

6.เสียง จี๊ดๆ ตอนเบรก ในข้อนี้หลายคนอาจจะบอกว่ามันเป็นอย่างไร แต่เอาเป็นว่าเมื่อคุณกดเบรกแล้ว ได้ยินเหมือนเสียงหนูร้องเพรียกอยู่ในรถ อาจจะด้านหน้า หรือ ด้านหลัง ซึ่งข้อนี้หมายถึงผ้าเบรกที่กำลังหมดอายุการใช้งาน ถ้าได้ยินแล้วอย่ารอช้า รีบหาเวลาไปเปลี่ยนผ้าเบรกก่อนที่มันจะทำความเสียหายต่อชุดจานเบรก

7.รถเร่งแล้วอืดกว่าเดิม ถ้าเมื่อไรรถคุณเร่งแล้วรู้สึกว่าไม่พุ่งเหมือนเดิมนั้น แต่ไม่มีความผิดปกติอย่างอื่นเช่นรอยน้ำมัน นั่นหมายถึงรถคุณนั้น อาจจะต้องการการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว แต่หากถ่ายมาแล้วและยังวิ่งอืดอยู่ ก็จะมีอีก 2 ตัว คือ 1.กรองน้ำมันเชื้อเพลิง และ 2 กรองอากาศ ซึ่งอาการรถมีอัตราเร่งถอยนี้มีผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
แบบทดสอบ คุณรับมือกับความขัดแย้ง ไหวไหม http://www.taladbenz.com/?p=1228 http://www.taladbenz.com/?p=1228 Tue, 8 May 2012 10:03:58 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1228 อยู่ด้วยกันก็ต้องมีทะเลาะกันบ้าง เป็นเรื่องปกติ ลองอ่าน แล้วตอบในใจว่า จริงหรือไม่จริง แล้วมาอ่านคำเฉลย ด้านล่างกันค่ะ

1.ฉันมักระลึกย้อนไปถึงสิ่งที่แฟนของฉันได้พูดไว้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะเห็นด้วยกับทุกอย่างที่เขาบอกหรอกนะ

2.เรามักขุดเรื่องอดีตขึ้นมาพูดเสมอ ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน

3.ฉันพยายามถึงที่สุดแล้วที่จะพูดความจริงล้วนๆเมื่อเราเถียงกัน แม้ว่ามันจะบ่งบอกถึงความทุ่มเทและบอบบางของฉันแค่ไหนก็ตาม

4.ไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับคู่เราที่จะเรียกชื่อกันเมื่อทุกอย่างถึงขีดสุด

5.มันสำคัญมากสำหรับคู่เราที่จะรู้จักเห็นใจกัน แม้เราจะหนักแน่นในจุดยืนของเราแค่ไหนก็ตาม

6.หลังจากมีปัญหากัน มักมีแค่ใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่รู้สึกดีขึ้น หรือไม่มีใครรู้สึกดีเลย

7.หลังจากเราทะเลาะกัน เราทั้งสองฝ่ายรู้สึกดีขึ้น และทุกอย่างก็เคลียร์

8.ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชอบกล่าวหาเมื่อพูดว่า “เธอทำอย่างนั้น เธอทำอย่างนี้”

9.ฉันพยายามกำหนดให้ตัวเองภพูดถึงความรู้สึกตัวเอง อย่างเช่น “ฉันรู้สึกแบบนี้นะ เมื่อคุณทำแบบนั้น”

10.สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อมีการโต้แย้งคือฉันต้องเป็นฝ่ายชนะและถูกต้องเสมอ

11.สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อเกิดความขัดแย้งคือทั้งสองฝ่ายได้รับรู้และเข้าใจกันและกัน

เฉลยคำตอบ

หากคุณตอบว่า”จริง” ในข้อที่เป็นเลขคี่เป็นส่วนมาก

คุณมีทักษะในการรับมือกับความขัดแย้ง และสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาเคลียร์ปัญหาให้คลี่คลายได้ชนิดที่เรียกว่าน่าชื่นชมเลยล่ะ

หากคุณตอบว่า”จริง” ในข้อที่เป็นเลขคู่เป็นส่วนมาก

คุณอาจต้องเรียนรู้ทักษะในการสื่อสารเพิ่มเติมอีกสักหน่อย รวมทั้งการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แล้วชีวิตรักของคุณจะราบรื่นและมั่นคงขึ้นได้นะ ]]>
อยู่ด้วยกันก็ต้องมีทะเลาะกันบ้าง เป็นเรื่องปกติ ลองอ่าน แล้วตอบในใจว่า จริงหรือไม่จริง แล้วมาอ่านคำเฉลย ด้านล่างกันค่ะ

1.ฉันมักระลึกย้อนไปถึงสิ่งที่แฟนของฉันได้พูดไว้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะเห็นด้วยกับทุกอย่างที่เขาบอกหรอกนะ

2.เรามักขุดเรื่องอดีตขึ้นมาพูดเสมอ ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน

3.ฉันพยายามถึงที่สุดแล้วที่จะพูดความจริงล้วนๆเมื่อเราเถียงกัน แม้ว่ามันจะบ่งบอกถึงความทุ่มเทและบอบบางของฉันแค่ไหนก็ตาม

4.ไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับคู่เราที่จะเรียกชื่อกันเมื่อทุกอย่างถึงขีดสุด

5.มันสำคัญมากสำหรับคู่เราที่จะรู้จักเห็นใจกัน แม้เราจะหนักแน่นในจุดยืนของเราแค่ไหนก็ตาม

6.หลังจากมีปัญหากัน มักมีแค่ใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่รู้สึกดีขึ้น หรือไม่มีใครรู้สึกดีเลย

7.หลังจากเราทะเลาะกัน เราทั้งสองฝ่ายรู้สึกดีขึ้น และทุกอย่างก็เคลียร์

8.ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชอบกล่าวหาเมื่อพูดว่า “เธอทำอย่างนั้น เธอทำอย่างนี้”

9.ฉันพยายามกำหนดให้ตัวเองภพูดถึงความรู้สึกตัวเอง อย่างเช่น “ฉันรู้สึกแบบนี้นะ เมื่อคุณทำแบบนั้น”

10.สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อมีการโต้แย้งคือฉันต้องเป็นฝ่ายชนะและถูกต้องเสมอ

11.สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อเกิดความขัดแย้งคือทั้งสองฝ่ายได้รับรู้และเข้าใจกันและกัน

เฉลยคำตอบ

หากคุณตอบว่า”จริง” ในข้อที่เป็นเลขคี่เป็นส่วนมาก

คุณมีทักษะในการรับมือกับความขัดแย้ง และสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาเคลียร์ปัญหาให้คลี่คลายได้ชนิดที่เรียกว่าน่าชื่นชมเลยล่ะ

หากคุณตอบว่า”จริง” ในข้อที่เป็นเลขคู่เป็นส่วนมาก

คุณอาจต้องเรียนรู้ทักษะในการสื่อสารเพิ่มเติมอีกสักหน่อย รวมทั้งการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แล้วชีวิตรักของคุณจะราบรื่นและมั่นคงขึ้นได้นะ

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
ควรจะรู้...ถ้าคิดจะรัก http://www.taladbenz.com/?p=1222 http://www.taladbenz.com/?p=1222 Mon, 7 May 2012 03:25:05 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1222


ความรักเป็นสิ่งสวยงาม ใคร ๆ ก็อยากมีความรักกันทั้งนั้น รักบางคนสมหวังเป็นสีชมพูแต่บางคนไม่สมหวังรัก ที่ใคร ๆ มองว่าเป็นสีชมพูสดใส ก็กลายเป็นสีเทาอึมครึม แต่ความรักก็ยังคงงดงามเสมอ ถ้าคุณรู้จักที่จะรักก่อน มาเรียนรู้วิธีที่จะทำให้รักเป็นสีชมพูกันค่ะ

+ หากรักแบบไม่ลืมหูลืมตา ในที่นี้หมายถึงไม่รักแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือทนรับสภาพพฤติกรรมทุก ๆ อย่างที่เขาทำได้ เพียงเพราะติดกับคำพูดหวาน ๆ ที่เขาเป่าหู หรือทนได้หากเขาจะไปกิ๊กกั๊กไปสาว ๆ … เพราะการรักแบบลืมตาตื่นยอมรับความจริง จะทำให้พบกับความเป็นจริงในครามรัก ไม่ใช่ยึดติดกับความเพ้อฝันล้ม ๆ แล้ง ๆ เพราะถ้าคุณจริงใจที่จะรักเขา เขาก็ต้องจริงใจในรักของคุณ ไม่ใช่โกหกพกลมไปวัน ๆ

+ หากเลิกหึงหวงเกินพอดี หึงนะหึงได้ แต่ต้องมีลิมิตกันบ้าง ไม่ใช่กระทั่งกับเพื่อนที่เป็นผู้หญิงของเขา คุณก็ยังก็ยังหน้ามืดตามัว หรือโทรศัพท์เช็คตลอดว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน กับใคร เพียงแค่เขาคุยด้วย แหม…หึงซะขนาดนั้นคงจะไม่ไหว เพราะความรักคือการไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันด้วยนะ

+ หากเลิกรักแบบเอาแต่ใจ ซึ่งอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง แต่รักประเภทนี้น่ารำคาญเป็นที่สุด คุณอาจเป็นตัวน่ารำคาญกับเขาโดยไม่รู้ตัว รักแบบนี้แหละที่ผู้ชายมักเหลืออด แถมยังบอกเลิกแบบที่คุณไม่ทันตั้งตัว ทางที่ดีงอนได้ แต่เอาแค่พองาม พอน่ารัก

+ หากรักตัวเองให้เป็น หลายคนอาจสงสัยว่ามีจะใครบ้างที่รักตัวเองไม่เป็น จริง ๆ แล้วมีคนประเภทนี้อยู่มากมาย สาเหตุเพราะ “รักคนอื่น” เสียจนลืมถามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ทางที่ดีเราต้องถามตัวเองก่อนว่าจะรักเพื่ออะไร เราเสียความเป็นตัวเองไปแค่ไหน และรักจะทำให้เรามีความสุข หรือความทุกข์กลับมากันแน่ ที่สำคัญคิดไว้เสมอว่าหากคุณ “รักตัวเองเป็น” และทำตัวให้สมกับคุณค่าในตัวเอง คุณก็จะได้รักที่สวยงามจากเขากลับมาเสมอ

]]>



ความรักเป็นสิ่งสวยงาม ใคร ๆ ก็อยากมีความรักกันทั้งนั้น รักบางคนสมหวังเป็นสีชมพูแต่บางคนไม่สมหวังรัก ที่ใคร ๆ มองว่าเป็นสีชมพูสดใส ก็กลายเป็นสีเทาอึมครึม แต่ความรักก็ยังคงงดงามเสมอ ถ้าคุณรู้จักที่จะรักก่อน มาเรียนรู้วิธีที่จะทำให้รักเป็นสีชมพูกันค่ะ

+ หากรักแบบไม่ลืมหูลืมตา ในที่นี้หมายถึงไม่รักแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือทนรับสภาพพฤติกรรมทุก ๆ อย่างที่เขาทำได้ เพียงเพราะติดกับคำพูดหวาน ๆ ที่เขาเป่าหู หรือทนได้หากเขาจะไปกิ๊กกั๊กไปสาว ๆ … เพราะการรักแบบลืมตาตื่นยอมรับความจริง จะทำให้พบกับความเป็นจริงในครามรัก ไม่ใช่ยึดติดกับความเพ้อฝันล้ม ๆ แล้ง ๆ เพราะถ้าคุณจริงใจที่จะรักเขา เขาก็ต้องจริงใจในรักของคุณ ไม่ใช่โกหกพกลมไปวัน ๆ

+ หากเลิกหึงหวงเกินพอดี หึงนะหึงได้ แต่ต้องมีลิมิตกันบ้าง ไม่ใช่กระทั่งกับเพื่อนที่เป็นผู้หญิงของเขา คุณก็ยังก็ยังหน้ามืดตามัว หรือโทรศัพท์เช็คตลอดว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน กับใคร เพียงแค่เขาคุยด้วย แหม…หึงซะขนาดนั้นคงจะไม่ไหว เพราะความรักคือการไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันด้วยนะ

+ หากเลิกรักแบบเอาแต่ใจ ซึ่งอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง แต่รักประเภทนี้น่ารำคาญเป็นที่สุด คุณอาจเป็นตัวน่ารำคาญกับเขาโดยไม่รู้ตัว รักแบบนี้แหละที่ผู้ชายมักเหลืออด แถมยังบอกเลิกแบบที่คุณไม่ทันตั้งตัว ทางที่ดีงอนได้ แต่เอาแค่พองาม พอน่ารัก

+ หากรักตัวเองให้เป็น หลายคนอาจสงสัยว่ามีจะใครบ้างที่รักตัวเองไม่เป็น จริง ๆ แล้วมีคนประเภทนี้อยู่มากมาย สาเหตุเพราะ “รักคนอื่น” เสียจนลืมถามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ทางที่ดีเราต้องถามตัวเองก่อนว่าจะรักเพื่ออะไร เราเสียความเป็นตัวเองไปแค่ไหน และรักจะทำให้เรามีความสุข หรือความทุกข์กลับมากันแน่ ที่สำคัญคิดไว้เสมอว่าหากคุณ “รักตัวเองเป็น” และทำตัวให้สมกับคุณค่าในตัวเอง คุณก็จะได้รักที่สวยงามจากเขากลับมาเสมอ

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
ผมสวยง่ายๆ ด้วยตัวเอง http://www.taladbenz.com/?p=1200 http://www.taladbenz.com/?p=1200 Sat, 5 May 2012 05:05:49 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1200


มีวิธีผมสวยแบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง เทคนิคผมสวย นี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องพบเจอกับปัญหาผมเสีย แตกปลาย ชี้ฟู จัดทรงยาก เพียงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป เรามาดูเทคนิคผมสวยไปพร้อมๆกันเลยดีกว่า

7 เทคนิคผมสวย

1. สระผมด้วยน้ำเย็น การสระผมด้วยน้ำเย็นจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผมและทำให้ผมดูเงาสวยมีชีวิตชีวา ดังนั้นมันจึงเป็นวิธีเริ่มต้นง่ายๆ เลยค่ะ สำหรับสาวๆ ที่อยากจะมีผมสวย

2. เป่าผมด้วยลมเย็น หลังจากสระผมเรียบร้อยแล้วควรเป่าผมด้วยลมเย็นซึ่งจะไม่ทำให้ผมเสียความชุ่มชื้นไปเหมือนกับลมร้อนจากไดร์เป่าผม ซึ่งถึงแม้ว่ามันอาจจะใช้เวลานานกว่าหน่อย แต่รับรองว่าสุขภาพผมของคุณจะดีกว่าอย่างแน่นอน

3. หยุดหนีบผมทุกวัน เพราะความร้อนจากเครื่องหนีบผมนั้นไม่ว่าจะทำด้วยวัสดุใดก็ทำให้ผมคุณเสียได้เหมือนกันต่างกันที่ระยะเวลาเท่านั้น ดังนั้น ควรหนีบผมวันเว้นวัน หรือ 2-3 วันครั้ง ให้ผมได้เว้นระยะเวลาสำหรับขั้นตอนการบำรุงผมบ้างค่ะ

4. ผมแตกปลาย ให้ใช้เซรั่มบำรุงผมทาบริเวณปลายผมเซรั่มเหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือนมอยซ์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นและซ่อมแซมปลายผมที่แห้งแตกของคุณได้เป็นอย่างดี

5. ผมลอนทำได้ง่ายๆ ไม่ง้อเครื่องม้วนผม เพียงแค่คุณใช้โรลม้วนผมม้วนผมที่สระแล้วและเป่าให้แห้งแล้วก่อนนอน จากนั้นฉีดสเปรย์บำรุงผมที่ช่วยทำให้ผมอยู่ทรงเล็กน้อย จากนั้นก็นอนหลับไปทั้งคืน ตื่นขึ้นมาก็แค่คลายโรลออกแล้วฉีดสเปรย์จัดแต่งทรงผมเท่านี้ก็จะได้ผมลอนที่เป็นธรรมชาติแล้ว

6. พกกิ๊บและยางไว้ตลอดเวลา โดยเฉพาะสาวผมยาวที่ออกจากบ้านไปพร้อมกับผมที่ทิ้งตัวสวย แต่พอเจอฝุ่นละอองหรือสภาพอากาศชื้นเข้าหน่อยก็พร้อมจะชี้ฟูได้ตลอดเวลา ขอแนะนำว่า ให้พกกิ๊บและยางไว้เลยค่ะ แล้วถ้าคุณต้องเผชิญกับฝุ่น ลม หรืออากาศชื้นๆ ล่ะก็รีบรวบผมให้เรียบร้อยแล้วค่อยปล่อยออกอีกครั้งเมื่อหลีกเลี่ยงสภาวะดังกล่าวออกมาแล้ว

7. พกสเปรย์จัดแต่งทรงผมไว้ติดกระเป๋า สเปรย์พวกนี้จะช่วยชีวิตผมคุณได้ เวลาที่กิ๊บและยางรัดผมเอาไม่อยู่ให้คุณหยิบมันขึ้นมาแล้วฉีดบนเรือนผมจากนั้นใช้หวีจัดทรงให้ได้ตามต้องการ

]]>



มีวิธีผมสวยแบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง เทคนิคผมสวย นี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องพบเจอกับปัญหาผมเสีย แตกปลาย ชี้ฟู จัดทรงยาก เพียงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป เรามาดูเทคนิคผมสวยไปพร้อมๆกันเลยดีกว่า

7 เทคนิคผมสวย

1. สระผมด้วยน้ำเย็น การสระผมด้วยน้ำเย็นจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผมและทำให้ผมดูเงาสวยมีชีวิตชีวา ดังนั้นมันจึงเป็นวิธีเริ่มต้นง่ายๆ เลยค่ะ สำหรับสาวๆ ที่อยากจะมีผมสวย

2. เป่าผมด้วยลมเย็น หลังจากสระผมเรียบร้อยแล้วควรเป่าผมด้วยลมเย็นซึ่งจะไม่ทำให้ผมเสียความชุ่มชื้นไปเหมือนกับลมร้อนจากไดร์เป่าผม ซึ่งถึงแม้ว่ามันอาจจะใช้เวลานานกว่าหน่อย แต่รับรองว่าสุขภาพผมของคุณจะดีกว่าอย่างแน่นอน

3. หยุดหนีบผมทุกวัน เพราะความร้อนจากเครื่องหนีบผมนั้นไม่ว่าจะทำด้วยวัสดุใดก็ทำให้ผมคุณเสียได้เหมือนกันต่างกันที่ระยะเวลาเท่านั้น ดังนั้น ควรหนีบผมวันเว้นวัน หรือ 2-3 วันครั้ง ให้ผมได้เว้นระยะเวลาสำหรับขั้นตอนการบำรุงผมบ้างค่ะ

4. ผมแตกปลาย ให้ใช้เซรั่มบำรุงผมทาบริเวณปลายผมเซรั่มเหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือนมอยซ์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นและซ่อมแซมปลายผมที่แห้งแตกของคุณได้เป็นอย่างดี

5. ผมลอนทำได้ง่ายๆ ไม่ง้อเครื่องม้วนผม เพียงแค่คุณใช้โรลม้วนผมม้วนผมที่สระแล้วและเป่าให้แห้งแล้วก่อนนอน จากนั้นฉีดสเปรย์บำรุงผมที่ช่วยทำให้ผมอยู่ทรงเล็กน้อย จากนั้นก็นอนหลับไปทั้งคืน ตื่นขึ้นมาก็แค่คลายโรลออกแล้วฉีดสเปรย์จัดแต่งทรงผมเท่านี้ก็จะได้ผมลอนที่เป็นธรรมชาติแล้ว

6. พกกิ๊บและยางไว้ตลอดเวลา โดยเฉพาะสาวผมยาวที่ออกจากบ้านไปพร้อมกับผมที่ทิ้งตัวสวย แต่พอเจอฝุ่นละอองหรือสภาพอากาศชื้นเข้าหน่อยก็พร้อมจะชี้ฟูได้ตลอดเวลา ขอแนะนำว่า ให้พกกิ๊บและยางไว้เลยค่ะ แล้วถ้าคุณต้องเผชิญกับฝุ่น ลม หรืออากาศชื้นๆ ล่ะก็รีบรวบผมให้เรียบร้อยแล้วค่อยปล่อยออกอีกครั้งเมื่อหลีกเลี่ยงสภาวะดังกล่าวออกมาแล้ว

7. พกสเปรย์จัดแต่งทรงผมไว้ติดกระเป๋า สเปรย์พวกนี้จะช่วยชีวิตผมคุณได้ เวลาที่กิ๊บและยางรัดผมเอาไม่อยู่ให้คุณหยิบมันขึ้นมาแล้วฉีดบนเรือนผมจากนั้นใช้หวีจัดทรงให้ได้ตามต้องการ

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
โรคของคนวัยทำงาน http://www.taladbenz.com/?p=1195 http://www.taladbenz.com/?p=1195 Fri, 4 May 2012 03:30:29 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1195


สาวๆวัยทำงานฟังทางนี้ อย่ามัวทำงานจนลืมดูแลตัวเองกันนะค่ะ ทราบกันบ้างหรือเปล่าว่าโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับเราในช่วงของวัยทำงานนี้มีอะไรบ้าง มารู้จักกับโรคเหล่านั้นกันค่ะ

1. โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ
ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนออกมาด้วย

2. โรคปวดหัวไมเกรน
ทำงานเครียดปวดหัวมากเหมือนมีอะไรเต้นตุบๆ อยู่ภายใน

3. โรคนิ้วล็อก
นิ้วเหยียดไม่ออก กำมือไม่ได้

4. โรคกรดไหลย้อนกลับ
มีอาการเสียวแปลบที่หน้าอกซ้ายจุกไปถึงด้านหลัง

5. โรคริดสีดวงทวารหนัก
อย่าไปล้อเล่นกับมัน เพราะมันอาจทำให้คุณเสียชีวิตได้

6. โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ
หากปวดไหล่จนยกของหรือใช้แขนไม่ได้ต้องไปหาหมอ เพราะมันเกี่ยวพันกับกระดูกต้นคอ

7. โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน

จะมีอาการปวดหลังและร้าวมาที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก หรือปวดจนเดินไม่ได้

8. โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด

รู้จักโรคที่อาจเกิดขึ้นกับเราแล้ว ก็อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ ]]>



สาวๆวัยทำงานฟังทางนี้ อย่ามัวทำงานจนลืมดูแลตัวเองกันนะค่ะ ทราบกันบ้างหรือเปล่าว่าโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับเราในช่วงของวัยทำงานนี้มีอะไรบ้าง มารู้จักกับโรคเหล่านั้นกันค่ะ

1. โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ
ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนออกมาด้วย

2. โรคปวดหัวไมเกรน
ทำงานเครียดปวดหัวมากเหมือนมีอะไรเต้นตุบๆ อยู่ภายใน

3. โรคนิ้วล็อก
นิ้วเหยียดไม่ออก กำมือไม่ได้

4. โรคกรดไหลย้อนกลับ
มีอาการเสียวแปลบที่หน้าอกซ้ายจุกไปถึงด้านหลัง

5. โรคริดสีดวงทวารหนัก
อย่าไปล้อเล่นกับมัน เพราะมันอาจทำให้คุณเสียชีวิตได้

6. โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ
หากปวดไหล่จนยกของหรือใช้แขนไม่ได้ต้องไปหาหมอ เพราะมันเกี่ยวพันกับกระดูกต้นคอ

7. โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน

จะมีอาการปวดหลังและร้าวมาที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก หรือปวดจนเดินไม่ได้

8. โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด

รู้จักโรคที่อาจเกิดขึ้นกับเราแล้ว ก็อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
แค่หายใจก็ลดหน้าท้องได้ http://www.taladbenz.com/?p=1187 http://www.taladbenz.com/?p=1187 Wed, 2 May 2012 06:58:58 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1187


สมัยตอนเด็กๆ เราไม่มีพุง แต่พอถึงช่วงทำงานแล้วพุงมาจากไหน ทั้งที่กินอาหารเท่าเดิม เหมือนเดิมทุกๆวัน

คำถามแรกลองถามตัวเองก่อนว่าการที่มีหน้าท้องนั้น เราได้เคยออกกำลังกายหน้าท้องบ้างรึเปล่า?

คำถามที่สอง เคยออกกำลังกายแบบเหนื่อยจัดๆ อย่างน้อย 3 - 5 วัน ต่อสัปดาห์หรือไม่ หรือเคยออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมงขึ้นไปรึเปล่า?

ทั้งสองคำถามนี้ คุณเคยได้ทำบ้างมั้ย?
แต่ถ้าคุณไม่เคยทำเลยทั้งสองข้อ ก็ไม่ต้องสงสัยว่าจะมีพุงยื่นจะติดตัวมาอย่างแน่นอน วันนี้เรามีวิธีการออกกำลังแบบง่ายๆ ให้ไปลองฝึกดูกัน สามารถฝึกได้ทุกที่เวลา เค้าเรียกว่า ท่า Stomach Vacuum

ท่า Stomach Vacuum เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดในการช่วยลดพุงยื่น เริ่มแรกเราต้องมาทำความรู้จักกับกล้ามเนื้อที่เราจะออกกำลังกายกันก่อน คือ

กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis คือกล้ามเนื้อที่เรียงตัวพาดไปตามแนวขวาง กล้ามเนื้อนี้จะอยู่ข้างใต้ กล้ามเนื้อ Rectus Abdominis (ช่องท้องหรือที่เรียกว่า "Six Pack" กล้ามเนื้อ) นั้นเอง

กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis มีหน้าที่พยุงอวัยวะภายในช่องท้องเอาไว้นะครับ ถ้ากล้ามเนื้อนี้ไม่แข็งแรงพอที่จะรัดช่วงท้องของคุณเอาไว้ได้แล้ว หน้าท้องของคุณก็จะเหมือนกับว่าอวัยวะภายในจะดันออกมาภายนอกนั้นเอง

วิธีฝึกหน้าท้องแนวขวางนี้ คือ Stomach Vacuum โดยการสูดลมหายใจเข้ามาในช่องท้อง เป็นการเกร็งกล้ามเนื้อ Transverse Abdominis เข้ามา

วิธีลดหน้าท้องคือ

1. นั่งหรือยืนก็ได้ มือวางที่หน้าขา
2. ยืดตัวตรงหายใจออกปกติ
3. หายใจเข้าทางจมูกลึกๆ แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งให้หน้าท้องหดเข้ามา
4. หายใจเข้าอีกครั้งเกร็งหน้าท้องอยู่ที่เดิม แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งให้หน้าท้องหดลงเข้าไปอีก
5. หายใจเข้าอีกครั้งให้เกร็งหน้าท้องอยู่ที่เดิม แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งหน้าท้องให้หดเข้ามามากกว่าเดิม ทำซ้ำอีกหลายรอบ แต่ละรอบก็พยายามให้ท้องหดเข้ามาเกร็งเข้ามาๆ และยืดอกขึ้นตลอดเกร็งหน้าท้องให้หดเข้ามาให้มากที่สุด เหมือนการทำให้สะดือของคุณดันเข้ามาติดกับกระดูกสันหลังของคุณ แล้วหดเกร็งหน้าท้องให้สุดๆ
6. พอสุดแล้วให้ค้างไว้ ประมาณ 30 วินาที หรือ หนึ่งนาที เวลาเกรงค้างไว้ให้หน้าท้องบีบตัวเกร็งกันมากๆ เราเรียกว่า 1 ครั้ง ทำซ้ำ 5 ครั้ง และทำได้ตลอดทั้งวัน (เวลาที่หน้าท้องหดเกร็งสุดๆ แล้วเวลาค้างไว้ห้ามกลั้นหายใจ ให้หดเกร็งสุดๆ แล้วพยายามหายใจเข้าและออกด้วย)

ถ้าฝึกแบบนนี้เป็นประจำก็จะทำให้กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis รัดหน้าท้องของเราเข้าไป และอย่าลืมว่าต้องออกกำลังกายแบบเหนื่อยจัดๆ ครึ่งชั่วโมงขึ้นไป ควบคู่ไปด้วย ]]>



สมัยตอนเด็กๆ เราไม่มีพุง แต่พอถึงช่วงทำงานแล้วพุงมาจากไหน ทั้งที่กินอาหารเท่าเดิม เหมือนเดิมทุกๆวัน

คำถามแรกลองถามตัวเองก่อนว่าการที่มีหน้าท้องนั้น เราได้เคยออกกำลังกายหน้าท้องบ้างรึเปล่า?

คำถามที่สอง เคยออกกำลังกายแบบเหนื่อยจัดๆ อย่างน้อย 3 - 5 วัน ต่อสัปดาห์หรือไม่ หรือเคยออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมงขึ้นไปรึเปล่า?

ทั้งสองคำถามนี้ คุณเคยได้ทำบ้างมั้ย?
แต่ถ้าคุณไม่เคยทำเลยทั้งสองข้อ ก็ไม่ต้องสงสัยว่าจะมีพุงยื่นจะติดตัวมาอย่างแน่นอน วันนี้เรามีวิธีการออกกำลังแบบง่ายๆ ให้ไปลองฝึกดูกัน สามารถฝึกได้ทุกที่เวลา เค้าเรียกว่า ท่า Stomach Vacuum

ท่า Stomach Vacuum เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดในการช่วยลดพุงยื่น เริ่มแรกเราต้องมาทำความรู้จักกับกล้ามเนื้อที่เราจะออกกำลังกายกันก่อน คือ

กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis คือกล้ามเนื้อที่เรียงตัวพาดไปตามแนวขวาง กล้ามเนื้อนี้จะอยู่ข้างใต้ กล้ามเนื้อ Rectus Abdominis (ช่องท้องหรือที่เรียกว่า "Six Pack" กล้ามเนื้อ) นั้นเอง

กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis มีหน้าที่พยุงอวัยวะภายในช่องท้องเอาไว้นะครับ ถ้ากล้ามเนื้อนี้ไม่แข็งแรงพอที่จะรัดช่วงท้องของคุณเอาไว้ได้แล้ว หน้าท้องของคุณก็จะเหมือนกับว่าอวัยวะภายในจะดันออกมาภายนอกนั้นเอง

วิธีฝึกหน้าท้องแนวขวางนี้ คือ Stomach Vacuum โดยการสูดลมหายใจเข้ามาในช่องท้อง เป็นการเกร็งกล้ามเนื้อ Transverse Abdominis เข้ามา

วิธีลดหน้าท้องคือ

1. นั่งหรือยืนก็ได้ มือวางที่หน้าขา
2. ยืดตัวตรงหายใจออกปกติ
3. หายใจเข้าทางจมูกลึกๆ แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งให้หน้าท้องหดเข้ามา
4. หายใจเข้าอีกครั้งเกร็งหน้าท้องอยู่ที่เดิม แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งให้หน้าท้องหดลงเข้าไปอีก
5. หายใจเข้าอีกครั้งให้เกร็งหน้าท้องอยู่ที่เดิม แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งหน้าท้องให้หดเข้ามามากกว่าเดิม ทำซ้ำอีกหลายรอบ แต่ละรอบก็พยายามให้ท้องหดเข้ามาเกร็งเข้ามาๆ และยืดอกขึ้นตลอดเกร็งหน้าท้องให้หดเข้ามาให้มากที่สุด เหมือนการทำให้สะดือของคุณดันเข้ามาติดกับกระดูกสันหลังของคุณ แล้วหดเกร็งหน้าท้องให้สุดๆ
6. พอสุดแล้วให้ค้างไว้ ประมาณ 30 วินาที หรือ หนึ่งนาที เวลาเกรงค้างไว้ให้หน้าท้องบีบตัวเกร็งกันมากๆ เราเรียกว่า 1 ครั้ง ทำซ้ำ 5 ครั้ง และทำได้ตลอดทั้งวัน (เวลาที่หน้าท้องหดเกร็งสุดๆ แล้วเวลาค้างไว้ห้ามกลั้นหายใจ ให้หดเกร็งสุดๆ แล้วพยายามหายใจเข้าและออกด้วย)

ถ้าฝึกแบบนนี้เป็นประจำก็จะทำให้กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis รัดหน้าท้องของเราเข้าไป และอย่าลืมว่าต้องออกกำลังกายแบบเหนื่อยจัดๆ ครึ่งชั่วโมงขึ้นไป ควบคู่ไปด้วย

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
อย่ายึดติดกับอดีต...อย่านำอดีตมาซ้ำเติมปัจจุบัน http://www.taladbenz.com/?p=1182 http://www.taladbenz.com/?p=1182 Tue, 1 May 2012 04:01:03 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1182


บ่อยครั้งที่ใครบางคนชอบหวนไปคิดถึงเรื่องราวในอดีตประเภทความทรงจำสีจาง ซึ่งไม่ว่าเมื่อไหร่ที่นึกถึงก็ทำให้ใจยิ้มได้อยู่เสมอ ยิ่งห้วงเวลา “ปัจจุบัน” คุณกำลังตกอยู่ในภาวะอารมณ์เศร้าสร้อย หงอยเหงา เสียใจ เรื่องราวในวันวานจะค่อย ๆ ปรากฎชัดเจนมากกว่าเดิม โดยเฉพาะกับ “ความรัก” หากวันนี้กับคนที่คบอยู่ ไม่เป็นไปตามที่วาดฝัน ความรักครั้งที่ผ่านมาของคุณ จะถูกหยิบมาเปรียบเทียบกับรักครั้งนี้ทันที
จริงอยู่ว่าทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมาสำหรับความรัก มันคือภาพความทรงจำดี ๆ ที่คนสองคนเคยทำร่วมกัน เคยสร้างมาด้วยกัน จึงไม่แปลกที่คุณจะหวนกลับไปคิดถึง หรือบางคนก็ชอบเอาคนรักไปเปรียบเทียบกับแฟนเก่าโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะด้วยของรูปร่าง หน้าตา ลักษณะนิสัย การดูแลเอาใจใส่ เป็นต้น
แต่อย่าลืมว่า ณ ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ ช่วงเวลาเหล่านั้นมันได้ผ่านไปแล้ว ถึงมันจะสามารถทำให้คุณยิ้มได้ทุกคราวที่เสียใจ ร้องไห้ หรือทะเลาะกับคนรัก แต่มันก็คงไม่มีมือมาโอบกอดให้อุ่นเหมือนเคย ไม่มีคำพูดดี ๆ มาปลอบประโลม ไม่มีรอยยิ้มหวาน ๆ มาสร้างกำลังใจยามที่ท้อแท้ได้หรอกนะ
เพราะอะไร…เพราะมันเป็น “อดีต” เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ดังนั้น อย่าไปยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ ที่ไม่มีวันกลับคืนมาเหมือนเดิม ลองหันไปมองคนที่ยืนอยู่เคียงข้าง คนที่คอยให้กำลัง คนที่คอยเอาใจใส่ คนที่ชอบชวนทะเลาะ คนที่ชอบให้งอนง้อ ฯลฯ ถึงอย่างไรก็ตามแต่ ทั้งหมดนี้มันเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ เป็นความรักที่จับต้องและรับรู้ได้
ทางที่ดีอย่าทำให้คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คุณตอนนี้ เวลานี้ ต้องรู้สึกเป็น “เงา” ของใครบางคนจะดีกว่า เพราะหากวันใดวันหนึ่ง เขาเดินจากคุณไปแล้ว คนที่เสียใจที่สุดคงไม่พ้นคุณนั่นเอง! ]]>



บ่อยครั้งที่ใครบางคนชอบหวนไปคิดถึงเรื่องราวในอดีตประเภทความทรงจำสีจาง ซึ่งไม่ว่าเมื่อไหร่ที่นึกถึงก็ทำให้ใจยิ้มได้อยู่เสมอ ยิ่งห้วงเวลา “ปัจจุบัน” คุณกำลังตกอยู่ในภาวะอารมณ์เศร้าสร้อย หงอยเหงา เสียใจ เรื่องราวในวันวานจะค่อย ๆ ปรากฎชัดเจนมากกว่าเดิม โดยเฉพาะกับ “ความรัก” หากวันนี้กับคนที่คบอยู่ ไม่เป็นไปตามที่วาดฝัน ความรักครั้งที่ผ่านมาของคุณ จะถูกหยิบมาเปรียบเทียบกับรักครั้งนี้ทันที
จริงอยู่ว่าทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมาสำหรับความรัก มันคือภาพความทรงจำดี ๆ ที่คนสองคนเคยทำร่วมกัน เคยสร้างมาด้วยกัน จึงไม่แปลกที่คุณจะหวนกลับไปคิดถึง หรือบางคนก็ชอบเอาคนรักไปเปรียบเทียบกับแฟนเก่าโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะด้วยของรูปร่าง หน้าตา ลักษณะนิสัย การดูแลเอาใจใส่ เป็นต้น
แต่อย่าลืมว่า ณ ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ ช่วงเวลาเหล่านั้นมันได้ผ่านไปแล้ว ถึงมันจะสามารถทำให้คุณยิ้มได้ทุกคราวที่เสียใจ ร้องไห้ หรือทะเลาะกับคนรัก แต่มันก็คงไม่มีมือมาโอบกอดให้อุ่นเหมือนเคย ไม่มีคำพูดดี ๆ มาปลอบประโลม ไม่มีรอยยิ้มหวาน ๆ มาสร้างกำลังใจยามที่ท้อแท้ได้หรอกนะ
เพราะอะไร…เพราะมันเป็น “อดีต” เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ดังนั้น อย่าไปยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ ที่ไม่มีวันกลับคืนมาเหมือนเดิม ลองหันไปมองคนที่ยืนอยู่เคียงข้าง คนที่คอยให้กำลัง คนที่คอยเอาใจใส่ คนที่ชอบชวนทะเลาะ คนที่ชอบให้งอนง้อ ฯลฯ ถึงอย่างไรก็ตามแต่ ทั้งหมดนี้มันเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ เป็นความรักที่จับต้องและรับรู้ได้
ทางที่ดีอย่าทำให้คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คุณตอนนี้ เวลานี้ ต้องรู้สึกเป็น “เงา” ของใครบางคนจะดีกว่า เพราะหากวันใดวันหนึ่ง เขาเดินจากคุณไปแล้ว คนที่เสียใจที่สุดคงไม่พ้นคุณนั่นเอง!

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
เสริมสร้างกำลังใจ http://www.taladbenz.com/?p=1176 http://www.taladbenz.com/?p=1176 Sat, 28 Apr 2012 07:27:57 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1176


อันดับที่ 1. ฝึกการหายใจ
การหายใจของคนเราเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นลึกลงไปใน ‘จิตใต้สำนึก’ เสียด้วยซ้ำ ถ้าเราสามารถรับรู้ถึงจังหวะการหายใจ และหายใจด้วยวิธีที่ถูกต้อง ก็จะมีส่วนช่วยในการลดความตึงเครียดลงได้มาก เพียงแค่ฝึกการหายใจเข้า – ออก อย่างช้าๆ จะช่วยให้คุณมีใจจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน และช่วยเพิ่มสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

อันดับที่ 2. สร้างเสียงหัวเราะ
การหัวเราะ คือยาขนานเอก (ที่ไม่ต้องเสียตังค์ศื้อซะด้วย).. เพิ่มเสียงหัวเราะและความอารมณ์ดี ได้ด้วยการดูหนังตลกๆ หรือพกหนังสือตลกๆ ติดไม้ติดมือเอาไว้อ่านยามว่าง ยิ่งไปกว่านั้น การได้หัวเราะออกมาแบบสุดๆ (ขนาดพุงกระเพื่อม) จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค และช่วยให้คุณมองเห็นมุมมอง ในการแก้ไขปัญหา ได้ดีขึ้นกว่าเดิม หัวเราะวันละนิด จิตแจ่มใส... วันนี้คุณหัวเราะแล้วหรือยัง?

อันดับที่ 3. เข้าหาธรรมชาติ
ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ นั่งเล่นสบายๆที่น้ำพุ สูดอากาศบริสุทธ์ ปลูกต้นไม้สวยๆ ที่ระเบียงบ้าน ออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัดเพื่อชื่นชมทัศนียภาพที่สวยงาม ทั้งน้ำตก ขุนเขา และท้องทะเล พลังที่มีอยู่ในธรรมชาติ จะช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้กับคุณ

อันดับที่ 4. ออกกำลังกาย
เริ่มต้นได้อย่างง่ายๆ ด้วยการทำอะไรอย่างกระฉับกระเฉง เพื่อให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หรือถ้าทำงานจนไม่มีเวลา ก็ลองการออกกำลังกายแบบใหม่ๆ อย่างเช่น วันไหน ที่รถติดมาก ก็ลองลงรถเมล์ก่อนถึงบ้านสัก 2 ป้าย แล้วเดินกลับบ้าน นี่เป็นการออกกำลังกายอย่างง่ายๆ โดยไม่เสียเวลา หรือยามมีเวลาว่างในวันหยุดพักผ่อน ก็อาจจะออกไปวิ่งจ๊อกกิ้ง หรือปั่นจักรยานตามสวนสาธารณะ.... ร่างกายที่แข็งแรง จะส่งผลให้กลไกต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดี และมีสภาพจิตใตที่ดีขึ้นตามมา

อันดับที่ 5. นึกถึงเรื่องราวดีๆ
รำลึกถึงช่วงเวลาๆ ดี ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เช่น ช่วงเวลาสนุกๆ ระหว่างเพื่อนสนิท ช่วงเวลาแห่งความสุข ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนแฟน หรือ ช่วงเวลาของความอบอุ่นภายในครอบครัว หยิบรูปเก่าๆ ขึ้นมาดูบ้าง เมื่อมีโอกาส เปิดดูการ์ดเก่าๆ ที่เคยมีคนเขียนข้อความดีๆ เอาไว้ให้ แล้วยิ้มกับมันอีกครั้ง รับรู้ถึงความรู้สึกดีๆ ว่ายังมีคนที่ห่วงใยคุณอยู่

อันดับที่ 6. เห็นคุณค่าในตัวเอง
แยกรายการสิ่งที่คุณคิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของคุณ ออกมาสัก 3 -5 หัวข้อ พิจารณาดูแต่ละเรื่อง ว่าสิ่งไหนที่ทำแล้ว จะส่งผลดีๆ ให้กับชีวิต ได้ทำสิ่งที่ชอบและเกิดผลดีไปพร้อมๆ กัน จะช่วยสร้างกำลังใจ และแรงผลักดันให้ทำสิ่งต่างๆ อย่างมีความสุข

อันดับที่ 7. เพิ่มความใส่ใจลงไปในสิ่งที่ชอบ
ไม่ว่าจะชอบอะไร... ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว แต่งรถ ชอปปิ๊ง ตกแต่งบ้าน ฯลฯ... การให้ความใส่ใจเพิ่มเติม ถึงสิ่งที่เราชอบอย่างจริงๆ จังๆ จะสามารถช่วยลดความรู้สึกเบื่อ และเสริมสร้างกำลังใจ'>เสริมสร้างกำลังใจให้กับชีวิต ได้อย่างตรงประเด็น

อันดับที่ 8. รู้จักกล่าวคำขอโทษ
ความรู้สึกละอายใจ และเสียใจ จาการที่เรากระทำความผิด สามารถสร้างความกังวลใจให้เกิดขึ้นได้มาก ดังนั้น การรู้จักกล่าวคำขอโทษด้วยความจริงใจ หลังจากที่คุณทำผิดกับผู้อื่น จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนการปลดปล่อยภาระในตัวออกไป ในระบบของดาวเคราะห์ที่เรียกว่า ‘โลก’ ซึ่งเราอาศัยอยู่ มีสิ่งที่เรียกว่า “การกระทำความความผิด” แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีสิ่งที่เรียกว่า “การขอโทษ” เป็นของคู่กันอยู่ด้วย และข้อหลัง ก็คือพื้นฐานที่ดี สำหรับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บนโลกใบนี้]]>



อันดับที่ 1. ฝึกการหายใจ
การหายใจของคนเราเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นลึกลงไปใน ‘จิตใต้สำนึก’ เสียด้วยซ้ำ ถ้าเราสามารถรับรู้ถึงจังหวะการหายใจ และหายใจด้วยวิธีที่ถูกต้อง ก็จะมีส่วนช่วยในการลดความตึงเครียดลงได้มาก เพียงแค่ฝึกการหายใจเข้า – ออก อย่างช้าๆ จะช่วยให้คุณมีใจจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน และช่วยเพิ่มสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

อันดับที่ 2. สร้างเสียงหัวเราะ
การหัวเราะ คือยาขนานเอก (ที่ไม่ต้องเสียตังค์ศื้อซะด้วย).. เพิ่มเสียงหัวเราะและความอารมณ์ดี ได้ด้วยการดูหนังตลกๆ หรือพกหนังสือตลกๆ ติดไม้ติดมือเอาไว้อ่านยามว่าง ยิ่งไปกว่านั้น การได้หัวเราะออกมาแบบสุดๆ (ขนาดพุงกระเพื่อม) จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค และช่วยให้คุณมองเห็นมุมมอง ในการแก้ไขปัญหา ได้ดีขึ้นกว่าเดิม หัวเราะวันละนิด จิตแจ่มใส... วันนี้คุณหัวเราะแล้วหรือยัง?

อันดับที่ 3. เข้าหาธรรมชาติ
ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ นั่งเล่นสบายๆที่น้ำพุ สูดอากาศบริสุทธ์ ปลูกต้นไม้สวยๆ ที่ระเบียงบ้าน ออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัดเพื่อชื่นชมทัศนียภาพที่สวยงาม ทั้งน้ำตก ขุนเขา และท้องทะเล พลังที่มีอยู่ในธรรมชาติ จะช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้กับคุณ

อันดับที่ 4. ออกกำลังกาย
เริ่มต้นได้อย่างง่ายๆ ด้วยการทำอะไรอย่างกระฉับกระเฉง เพื่อให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หรือถ้าทำงานจนไม่มีเวลา ก็ลองการออกกำลังกายแบบใหม่ๆ อย่างเช่น วันไหน ที่รถติดมาก ก็ลองลงรถเมล์ก่อนถึงบ้านสัก 2 ป้าย แล้วเดินกลับบ้าน นี่เป็นการออกกำลังกายอย่างง่ายๆ โดยไม่เสียเวลา หรือยามมีเวลาว่างในวันหยุดพักผ่อน ก็อาจจะออกไปวิ่งจ๊อกกิ้ง หรือปั่นจักรยานตามสวนสาธารณะ.... ร่างกายที่แข็งแรง จะส่งผลให้กลไกต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดี และมีสภาพจิตใตที่ดีขึ้นตามมา

อันดับที่ 5. นึกถึงเรื่องราวดีๆ
รำลึกถึงช่วงเวลาๆ ดี ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เช่น ช่วงเวลาสนุกๆ ระหว่างเพื่อนสนิท ช่วงเวลาแห่งความสุข ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนแฟน หรือ ช่วงเวลาของความอบอุ่นภายในครอบครัว หยิบรูปเก่าๆ ขึ้นมาดูบ้าง เมื่อมีโอกาส เปิดดูการ์ดเก่าๆ ที่เคยมีคนเขียนข้อความดีๆ เอาไว้ให้ แล้วยิ้มกับมันอีกครั้ง รับรู้ถึงความรู้สึกดีๆ ว่ายังมีคนที่ห่วงใยคุณอยู่

อันดับที่ 6. เห็นคุณค่าในตัวเอง
แยกรายการสิ่งที่คุณคิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของคุณ ออกมาสัก 3 -5 หัวข้อ พิจารณาดูแต่ละเรื่อง ว่าสิ่งไหนที่ทำแล้ว จะส่งผลดีๆ ให้กับชีวิต ได้ทำสิ่งที่ชอบและเกิดผลดีไปพร้อมๆ กัน จะช่วยสร้างกำลังใจ และแรงผลักดันให้ทำสิ่งต่างๆ อย่างมีความสุข

อันดับที่ 7. เพิ่มความใส่ใจลงไปในสิ่งที่ชอบ
ไม่ว่าจะชอบอะไร... ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว แต่งรถ ชอปปิ๊ง ตกแต่งบ้าน ฯลฯ... การให้ความใส่ใจเพิ่มเติม ถึงสิ่งที่เราชอบอย่างจริงๆ จังๆ จะสามารถช่วยลดความรู้สึกเบื่อ และเสริมสร้างกำลังใจ'>เสริมสร้างกำลังใจให้กับชีวิต ได้อย่างตรงประเด็น

อันดับที่ 8. รู้จักกล่าวคำขอโทษ
ความรู้สึกละอายใจ และเสียใจ จาการที่เรากระทำความผิด สามารถสร้างความกังวลใจให้เกิดขึ้นได้มาก ดังนั้น การรู้จักกล่าวคำขอโทษด้วยความจริงใจ หลังจากที่คุณทำผิดกับผู้อื่น จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนการปลดปล่อยภาระในตัวออกไป ในระบบของดาวเคราะห์ที่เรียกว่า ‘โลก’ ซึ่งเราอาศัยอยู่ มีสิ่งที่เรียกว่า “การกระทำความความผิด” แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีสิ่งที่เรียกว่า “การขอโทษ” เป็นของคู่กันอยู่ด้วย และข้อหลัง ก็คือพื้นฐานที่ดี สำหรับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บนโลกใบนี้

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
คุณทานอาหารเช้าหรือยัง http://www.taladbenz.com/?p=1171 http://www.taladbenz.com/?p=1171 Wed, 25 Apr 2012 09:22:07 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1171


หมอที่โรงพยาบาลอบรมว่าทุกคนต้องกินอาหารเช้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หลากหลาย เพราะเมื่อร่างกายไม่มีพลังงานจากอาหารเช้าไปใช้ ร่างกายจะดึงสารอาหารจากอวัยวะส่วนอื่นออกมา (ไม่ใช่ไขมัน ไขมันยังอยู่เหมือนเดิม) ซึ่งภายใต้กระบวนการนี้จะเกิดกรดชนิดหนึ่งออกมาด้วย
ซึ่งการที่เรา บอกว่าไม่กินข้าวเช้า ก็ยังทำงานได้เป็นปกติมาตั้งหลายปีแล้ว นั่นคือ ร่างกายได้นำเอากรดที่เกิดขึ้นมาใช้แทนพลังงานทุกวัน เราจึงทำงานโดยใช้กรดแทนพลังงาน และเมื่อร่างกายต้องผลิตกรดออกมาบ่อยๆ พออายุมากขึ้นเราก็จะเป็นโรคตามมาหลายอย่าง นอกจากนี้ เรารู้หรือไม่ว่า
โดย ปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เราผลิตสารพิษอยู่ภายในร่างกายตลอดเวลา เป็นขยะ เหมือนรถที่เมื่อเติมน้ำมันเข้าไปแล้วก็จะมีควันออกมา ภาษาทางการแพทย์เขาเรียกขยะในร่างกายนี้ว่า สารอนุมูลอิสระ(oxidant) เกิดจากการสันดาปพลังงานของร่างกาย แล้วคายของเสียออกมา(ไม่ใช่อุจจาระนะ คนละแบบ)
นอกจากนี้ร่างกายจะเร่งผลิตสารอนุมูลอิสระอีกก็ต่อเมื่อ เวลาเราเครียดหรือต้อง ทำงานหนัก ใช้สมอง ประกอบกับเจอมลภาวะต่างๆ สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ อุปนิสัยการดื่มสุรา สูบบุหรี่ ก็ยิ่งเป็นตัวสร้างให้เกิดสารพิษนี้มาก การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอตอนกลางคืนเป็นหนทางและเวลาสำคัญที่ร่างกายจะ สร้า งสารต่อต้านสารอนุมูลอิสระ(anti-oxidant) ขึ้น เพื่อกำจัดสารอนุมูลอิสระที่เกิดตอนกลางวัน การนอนให้เพียงพอและหลับสนิทจะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะการกำจัดของเสีย แต่ยังช่วยให้เม็ดเลือดแดงของคนเราแข็งแรง สร้างฮอร์โมนเพศทำให้ร่างกายสมบูรณ์ มีน้ำมีนวล คุณหมอเอาภาพขยายเม็ดเลือดแดงของผู้จัดการชายอายุ 35 คนหนึ่งซึ่งเป็นคนไข้มาให้ดู เปรียบเทียบกัน 2 ภาพ ผู้ชายคนนี้เหมือนมนุษย์งานทั่วไป ทำงานหนักและเครียดขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ ปรากฎว่าจำนวนเม็ดเลือดแดงของเขามีลักษณะเป็นก้อนขยุกขยุยไม่เป็นรูปทรงกลม เหมือนกลุ่มเม็ดเลือดแดงที่ควรเป็น เกิดความผิดปกติขึ้นเนื่องจาสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจำนวนมากไปทำลายเซลล์ เม็ดเลือดแดงในร่างกาย ซึ่งก็จะนำมาซึ่งโรคร้ายจำนวนมากอย่างที่คนไทยกำลังนิยมอยู่ จงจำไว้ว่า

1.ทาน อาหารเช้าแบบราชา อาหารกลางวันพอประมาณ และอาหารเย็นแบบยาจก หลีกเลี่ยงไขมันและของหวาน ออกกำลังกายให้ได้วันละอย่างน้อย 30-40 นาที(20นาทีแรกร่างกายเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต อีก 10-20 นาทีต่อมาร่างกายจึงจะค่อยเผาพลาญไขมัน)
2.นอนหลับ หรือ หลับนอนก็แล้วแต่ ให้เพียงพอ
3.รับแสงแดด ช่วง 8.00-9.00 ซึ่งมี UV ที่เป็นประโยชน์
4.พยายามเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหัวเราะ ขำขัน ถ้าบ้าได้ก็ดี ชีวีจะเป็นสุข ]]>



หมอที่โรงพยาบาลอบรมว่าทุกคนต้องกินอาหารเช้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หลากหลาย เพราะเมื่อร่างกายไม่มีพลังงานจากอาหารเช้าไปใช้ ร่างกายจะดึงสารอาหารจากอวัยวะส่วนอื่นออกมา (ไม่ใช่ไขมัน ไขมันยังอยู่เหมือนเดิม) ซึ่งภายใต้กระบวนการนี้จะเกิดกรดชนิดหนึ่งออกมาด้วย
ซึ่งการที่เรา บอกว่าไม่กินข้าวเช้า ก็ยังทำงานได้เป็นปกติมาตั้งหลายปีแล้ว นั่นคือ ร่างกายได้นำเอากรดที่เกิดขึ้นมาใช้แทนพลังงานทุกวัน เราจึงทำงานโดยใช้กรดแทนพลังงาน และเมื่อร่างกายต้องผลิตกรดออกมาบ่อยๆ พออายุมากขึ้นเราก็จะเป็นโรคตามมาหลายอย่าง นอกจากนี้ เรารู้หรือไม่ว่า
โดย ปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เราผลิตสารพิษอยู่ภายในร่างกายตลอดเวลา เป็นขยะ เหมือนรถที่เมื่อเติมน้ำมันเข้าไปแล้วก็จะมีควันออกมา ภาษาทางการแพทย์เขาเรียกขยะในร่างกายนี้ว่า สารอนุมูลอิสระ(oxidant) เกิดจากการสันดาปพลังงานของร่างกาย แล้วคายของเสียออกมา(ไม่ใช่อุจจาระนะ คนละแบบ)
นอกจากนี้ร่างกายจะเร่งผลิตสารอนุมูลอิสระอีกก็ต่อเมื่อ เวลาเราเครียดหรือต้อง ทำงานหนัก ใช้สมอง ประกอบกับเจอมลภาวะต่างๆ สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ อุปนิสัยการดื่มสุรา สูบบุหรี่ ก็ยิ่งเป็นตัวสร้างให้เกิดสารพิษนี้มาก การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอตอนกลางคืนเป็นหนทางและเวลาสำคัญที่ร่างกายจะ สร้า งสารต่อต้านสารอนุมูลอิสระ(anti-oxidant) ขึ้น เพื่อกำจัดสารอนุมูลอิสระที่เกิดตอนกลางวัน การนอนให้เพียงพอและหลับสนิทจะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะการกำจัดของเสีย แต่ยังช่วยให้เม็ดเลือดแดงของคนเราแข็งแรง สร้างฮอร์โมนเพศทำให้ร่างกายสมบูรณ์ มีน้ำมีนวล คุณหมอเอาภาพขยายเม็ดเลือดแดงของผู้จัดการชายอายุ 35 คนหนึ่งซึ่งเป็นคนไข้มาให้ดู เปรียบเทียบกัน 2 ภาพ ผู้ชายคนนี้เหมือนมนุษย์งานทั่วไป ทำงานหนักและเครียดขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ ปรากฎว่าจำนวนเม็ดเลือดแดงของเขามีลักษณะเป็นก้อนขยุกขยุยไม่เป็นรูปทรงกลม เหมือนกลุ่มเม็ดเลือดแดงที่ควรเป็น เกิดความผิดปกติขึ้นเนื่องจาสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจำนวนมากไปทำลายเซลล์ เม็ดเลือดแดงในร่างกาย ซึ่งก็จะนำมาซึ่งโรคร้ายจำนวนมากอย่างที่คนไทยกำลังนิยมอยู่ จงจำไว้ว่า

1.ทาน อาหารเช้าแบบราชา อาหารกลางวันพอประมาณ และอาหารเย็นแบบยาจก หลีกเลี่ยงไขมันและของหวาน ออกกำลังกายให้ได้วันละอย่างน้อย 30-40 นาที(20นาทีแรกร่างกายเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต อีก 10-20 นาทีต่อมาร่างกายจึงจะค่อยเผาพลาญไขมัน)
2.นอนหลับ หรือ หลับนอนก็แล้วแต่ ให้เพียงพอ
3.รับแสงแดด ช่วง 8.00-9.00 ซึ่งมี UV ที่เป็นประโยชน์
4.พยายามเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหัวเราะ ขำขัน ถ้าบ้าได้ก็ดี ชีวีจะเป็นสุข

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
คุณค่าในตัวเอง http://www.taladbenz.com/?p=1163 http://www.taladbenz.com/?p=1163 Mon, 23 Apr 2012 03:07:38 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1163


ในงานสัมนางานหนึ่งโดยมีนักพูดท่านหนึ่ง ที่ใครๆต่างก็รู้จักท่านเป็นอย่างดีเป็นผู้บรรยาย ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา
โดยการหยิบแบงค์ 20 ดอลลาร์ขึ้นมา
ในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน
แล้วเขาก็พูดว่า
"ใครอยากได้แบงค์ 20 นี้บ้าง?"
มีคนยกมือขึ้นเป็นจำนวนมาก
และเขาก็พูดต่อว่า
"ฉันจะให้เงินแบงค์ 20 นี้แก่หนึ่งในพวกท่าน
แต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้
" เขาเริ่มที่จะขยำๆเงินนั้น แล้วเขาก็ถามอีกว่า
"ใครจะยังต้องการมันอีก"
ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก
"ดี" เขาตอบ "แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ"
และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้นและเริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา
แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก
"ตอนนี้ ใครยังต้องการมันอีก" ก็ยังคงมีคนยกมืออีก
"เพื่อนๆคุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่า
ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่
เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย มันก็ยังคงมีค่า 20 ดอลล์อยู่นั่นเอง
เหมือนกับหลายๆครั้งในชีวิตของเรา ที่ถูกทิ้ง,ถูกเหยียบย่ำ
และถูกทำให้สกปรกโดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน
และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ
ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง
แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้น
หรืออะไรที่จะเกิดขึ้น คุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ
คุณเป็นคนพิเศษ-อย่าลืมมันตลอดไป!"
" อย่านำความผิดหวังของเมื่อวาน มาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้"
เพราะไม่ว่าจะยังไง อะไรจะเกิดขึ้น คุณค่าในตัวคุณก็ไม่มีวันลดลงไปได้ค่ะ ]]>



ในงานสัมนางานหนึ่งโดยมีนักพูดท่านหนึ่ง ที่ใครๆต่างก็รู้จักท่านเป็นอย่างดีเป็นผู้บรรยาย ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา
โดยการหยิบแบงค์ 20 ดอลลาร์ขึ้นมา
ในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน
แล้วเขาก็พูดว่า
"ใครอยากได้แบงค์ 20 นี้บ้าง?"
มีคนยกมือขึ้นเป็นจำนวนมาก
และเขาก็พูดต่อว่า
"ฉันจะให้เงินแบงค์ 20 นี้แก่หนึ่งในพวกท่าน
แต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้
" เขาเริ่มที่จะขยำๆเงินนั้น แล้วเขาก็ถามอีกว่า
"ใครจะยังต้องการมันอีก"
ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก
"ดี" เขาตอบ "แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ"
และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้นและเริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา
แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก
"ตอนนี้ ใครยังต้องการมันอีก" ก็ยังคงมีคนยกมืออีก
"เพื่อนๆคุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่า
ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่
เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย มันก็ยังคงมีค่า 20 ดอลล์อยู่นั่นเอง
เหมือนกับหลายๆครั้งในชีวิตของเรา ที่ถูกทิ้ง,ถูกเหยียบย่ำ
และถูกทำให้สกปรกโดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน
และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ
ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง
แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้น
หรืออะไรที่จะเกิดขึ้น คุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ
คุณเป็นคนพิเศษ-อย่าลืมมันตลอดไป!"
" อย่านำความผิดหวังของเมื่อวาน มาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้"
เพราะไม่ว่าจะยังไง อะไรจะเกิดขึ้น คุณค่าในตัวคุณก็ไม่มีวันลดลงไปได้ค่ะ

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
15 แง่คิดดีดี http://www.taladbenz.com/?p=1159 http://www.taladbenz.com/?p=1159 Thu, 12 Apr 2012 02:47:03 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1159

1. คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น "คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร คนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว.... ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "
2. โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง... แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน
3. คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือคนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ ฟูมฟาย ได้เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น อาจจะเคยได้ยินว่า " คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถ ร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"
4. เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่าทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้ว อาจจะลืมไปว่า ณ วันที่ผ่านมา" สาระ"ในชีวิตของเค้า คืออะไร
5. ครอบครัวไทยมักจะเลี้ยงลูกผู้หญิงให้เป็นฝ่ายถูกเลือก คอยสั่งสอนให้ทำตัวเรียบร้อย ไม่อย่างนั้น จะไม่มีใครเลือกไปเป็นคู่ครอง.... แต่ความจริงแล้วผู้ชาย และผู้หญิง เราต่างเลือกซึ่งกันและกันมากกว่า
6. เพื่อนที่ดีที่สุด คือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกัน โดยไม่พูดอะไรกันซักคำ แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึก เหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด
7. ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไปปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อน เพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอก เค้ายังไง เพราะเราเป็นแค่เพื่อน.... แต่ความจริงแล้วคุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก
8. ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด
9. ก่อนที่วันนี้ คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา... คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า
10. เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น
11. มีสติ สตางค์อยู่ ก็ปลีกเวลาไปใช้เสียบ้าง อีกหน่อยไม่มีสติแต่มีสตางค์...ก็สายไปเสียแล้ว
12. เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...เวลาใครรักเรา เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...แต่ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้า และเค้าก็รักเรา เราจะผลัดกันตัวเล็กตัวใหญ่
13. วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดี ให้กับคนที่มีปัญหาด้วย "เอาไหล่ให้เค้าพิง เอามือให้เค้าจับ" ..... 100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1 สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ
14. คุณรู้ไหมว่า อายุคนเราเฉลี่ย 76 ปีนั่นคือแค่ 3952 อาทิตย์เท่านั้น คุณหมดเวลาไปกับการนอนถึง 1317 อาทิตย์ ซึ่งเท่ากับว่า คุณเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2635 อาทิตย์เท่านั้นเอง
15. ลองฉลองวันเกิดกับครอบครัวสักปี แล้วคุณจะได้รู้ว่า เมื่อตอนที่คุณร้องไห้จ้าในวันเกิดวันแรก คนในครอบครัวคุณ มีความสุขกันขนาดไหน....... ]]>


1. คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น "คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร คนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว.... ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "
2. โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง... แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน
3. คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือคนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ ฟูมฟาย ได้เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น อาจจะเคยได้ยินว่า " คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถ ร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"
4. เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่าทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้ว อาจจะลืมไปว่า ณ วันที่ผ่านมา" สาระ"ในชีวิตของเค้า คืออะไร
5. ครอบครัวไทยมักจะเลี้ยงลูกผู้หญิงให้เป็นฝ่ายถูกเลือก คอยสั่งสอนให้ทำตัวเรียบร้อย ไม่อย่างนั้น จะไม่มีใครเลือกไปเป็นคู่ครอง.... แต่ความจริงแล้วผู้ชาย และผู้หญิง เราต่างเลือกซึ่งกันและกันมากกว่า
6. เพื่อนที่ดีที่สุด คือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกัน โดยไม่พูดอะไรกันซักคำ แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึก เหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด
7. ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไปปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อน เพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอก เค้ายังไง เพราะเราเป็นแค่เพื่อน.... แต่ความจริงแล้วคุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก
8. ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด
9. ก่อนที่วันนี้ คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา... คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า
10. เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น
11. มีสติ สตางค์อยู่ ก็ปลีกเวลาไปใช้เสียบ้าง อีกหน่อยไม่มีสติแต่มีสตางค์...ก็สายไปเสียแล้ว
12. เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...เวลาใครรักเรา เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...แต่ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้า และเค้าก็รักเรา เราจะผลัดกันตัวเล็กตัวใหญ่
13. วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดี ให้กับคนที่มีปัญหาด้วย "เอาไหล่ให้เค้าพิง เอามือให้เค้าจับ" ..... 100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1 สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ
14. คุณรู้ไหมว่า อายุคนเราเฉลี่ย 76 ปีนั่นคือแค่ 3952 อาทิตย์เท่านั้น คุณหมดเวลาไปกับการนอนถึง 1317 อาทิตย์ ซึ่งเท่ากับว่า คุณเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2635 อาทิตย์เท่านั้นเอง
15. ลองฉลองวันเกิดกับครอบครัวสักปี แล้วคุณจะได้รู้ว่า เมื่อตอนที่คุณร้องไห้จ้าในวันเกิดวันแรก คนในครอบครัวคุณ มีความสุขกันขนาดไหน.......

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
วิธีเด็ดชาร์จสมองให้ฟิตเสมอ http://www.taladbenz.com/?p=1157 http://www.taladbenz.com/?p=1157 Fri, 6 Apr 2012 06:51:39 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1157 “สมอง” เหมือนมีด ยิ่งลับยิ่งคม ยิ่งไม่ใช้จะยิ่งทื่อ หากต้องการล็อกความแข็งแรงให้คงประสิทธิภาพยาวนาน ทำได้ง่ายๆ ด้วยวิธีพัฒนา และดูแลสุขภาพสมอง 4 ขั้นตอน ดังนี้
วิธีเด็ดชาร์จสมองให้ฟิตเสมอ

1. เอ็กเซอร์ไซส์ประจำทำสมองแอ็กทีฟ ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ พบว่า การออกกำลังกายสม่ำเสมอ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่งผลต่อการเติบโตของเซลล์ประสาทใหม่ ช่วยเชื่อมต่อกันมากขึ้น ทำให้การเรียนรู้ฉับไวตามไปด้วย ทั้งยังลดความเสี่ยงของอาการสมองเสื่อมได้

2. เล่นเกมเสริมสร้างสุขภาพจิต งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศ พบว่า การออกกำลังกายจิตด้วยการเล่นเกมครอสเวิร์ด (ปริศนาอักษรไขว้) เกมซูโดกุ เกมหมากรุก เกมการคำนวณทางคณิตศาสตร์จากระบบคอมพิวเตอร์ จะช่วยเพิ่มการทำงานของสมองด้านรู้คิด และความจำ

3. รับโภชนาการดีจากปลา โดยเฉพาะปลาทู ทูน่า และแซลมอน ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และ DHA ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้ไวต่อการรับสัญญาณประสาท ทำให้สมองกระฉับกระเฉง รวมทั้งผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักโขม เป็นแหล่งของวิตามินอี และโฟเลต ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม อัตราการเปลี่ยนแปลงของความจำช้าลง

4. ดับความเครียดด้วยการเล่นโยคะ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย ส่งผลดีต่อลมปราณ ช่วยเสริมสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งร่างกาย และจิตใจ นอกจากนั้น อาจนั่งสมาธิประมาณ 5-10 นาที ทำให้สมอง และประสาทส่วนต่าง ๆ ได้พักผ่อน คลายความตึงเครียด ที่สำคัญควรนอนหลับให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมงด้วย

สมอง ก็เหมือนส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ที่มักเสื่อมสภาพเมื่ออายุเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อประสิทธิภาพในกระบวนการคิด ดังนั้น การพัฒนา และดูแลสมองอยู่เสมอ จะช่วยยืดอายุการทำงานไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควร โดยเริ่มง่ายๆ ด้วยวิธีข้างต้น ลองนำไปฟิตสมองกันดูนะคะ จะได้มีสมองที่ดีอยู่เสมอ]]>
“สมอง” เหมือนมีด ยิ่งลับยิ่งคม ยิ่งไม่ใช้จะยิ่งทื่อ หากต้องการล็อกความแข็งแรงให้คงประสิทธิภาพยาวนาน ทำได้ง่ายๆ ด้วยวิธีพัฒนา และดูแลสุขภาพสมอง 4 ขั้นตอน ดังนี้
วิธีเด็ดชาร์จสมองให้ฟิตเสมอ

1. เอ็กเซอร์ไซส์ประจำทำสมองแอ็กทีฟ ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ พบว่า การออกกำลังกายสม่ำเสมอ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่งผลต่อการเติบโตของเซลล์ประสาทใหม่ ช่วยเชื่อมต่อกันมากขึ้น ทำให้การเรียนรู้ฉับไวตามไปด้วย ทั้งยังลดความเสี่ยงของอาการสมองเสื่อมได้

2. เล่นเกมเสริมสร้างสุขภาพจิต งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศ พบว่า การออกกำลังกายจิตด้วยการเล่นเกมครอสเวิร์ด (ปริศนาอักษรไขว้) เกมซูโดกุ เกมหมากรุก เกมการคำนวณทางคณิตศาสตร์จากระบบคอมพิวเตอร์ จะช่วยเพิ่มการทำงานของสมองด้านรู้คิด และความจำ

3. รับโภชนาการดีจากปลา โดยเฉพาะปลาทู ทูน่า และแซลมอน ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และ DHA ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้ไวต่อการรับสัญญาณประสาท ทำให้สมองกระฉับกระเฉง รวมทั้งผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักโขม เป็นแหล่งของวิตามินอี และโฟเลต ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม อัตราการเปลี่ยนแปลงของความจำช้าลง

4. ดับความเครียดด้วยการเล่นโยคะ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย ส่งผลดีต่อลมปราณ ช่วยเสริมสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งร่างกาย และจิตใจ นอกจากนั้น อาจนั่งสมาธิประมาณ 5-10 นาที ทำให้สมอง และประสาทส่วนต่าง ๆ ได้พักผ่อน คลายความตึงเครียด ที่สำคัญควรนอนหลับให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมงด้วย

สมอง ก็เหมือนส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ที่มักเสื่อมสภาพเมื่ออายุเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อประสิทธิภาพในกระบวนการคิด ดังนั้น การพัฒนา และดูแลสมองอยู่เสมอ จะช่วยยืดอายุการทำงานไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควร โดยเริ่มง่ายๆ ด้วยวิธีข้างต้น ลองนำไปฟิตสมองกันดูนะคะ จะได้มีสมองที่ดีอยู่เสมอ

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
ตำแหน่งไฝเสริมชะตา http://www.taladbenz.com/?p=1153 http://www.taladbenz.com/?p=1153 Wed, 4 Apr 2012 04:51:19 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1153
มาดูกันว่า "ไฝ" บนใบหน้า ตำแหน่งใดดีเสริมส่งชะตา ตำแหน่งใดร้ายควรกำจัด “ไฝ” แม้เป็นจุดเล็กๆ แต่เมื่อปรากฏบน “ใบหน้า” ก็สามารถส่งอิทธิพลทำหนุ่ม-สาวเกิดความไม่มั่นใจ ต้องพบแพทย์ช่วยสลายเป็นการด่วน

ไฝแต่ละตำแหน่งมีความหมายต่างกัน ซึ่งศาสตร์พยากรณ์ได้ศึกษา รวบรวม ทำนาย ถ่ายทอดสืบเนื่องกันมา โดยเชื่อว่า ไฝสีแดง หรือ ไฝสีขาว อยู่ตำแหน่งใดก็ดี ให้คุณ และส่งเสริมชะตา ส่วนไฝสีดำหากปรากฏที่ “หน้าผาก” ตรงกลาง จะมีเสน่ห์ ด้านซ้าย สุรุ่ยสุร่าย ด้านขวา สมองดี ไฝที่ “คิ้ว” ด้านขวา แต่งงานมีความสุข ด้านซ้าย ไม่ดีนัก

ไฝที่ “หางตา” เป็นคนเงียบ ๆ ค่อนข้างประหยัด ไฝที่ “ใต้ตา” เป็นจุดอุบัติเหตุ เลือดตกยางออก เจ็บป่วย สิ่งที่คาดหวังจะไม่ค่อยได้อย่างฝัน ไฝที่ “เปลือกตา” ทำกิจการใดจะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้

ไฝที่ “แก้ม” ด้านซ้าย เกี่ยวกับปัญหาการเงิน ด้านขวา ชีวิตครอบครัวดี หากใกล้ปากจะยิ่งพบความสุข ไฝที่ “จมูก” จะทำให้เสียทรัพย์ง่าย ไม่สามารถเก็บรักษาทรัพย์ได้นาน มักมีปัญหาเรื่องหนี้สิน

ไฝที่ “คาง” ความพยายามจะนำไปสู่ปลายทาง หรือ เส้นชัย ไฝที่ “ริมฝีปาก” เจรจาประสบความสำเร็จ หากอยู่ริมฝีปากด้านบน เป็นคนรสนิยมดี มีความละเอียดอ่อน ถ้าอยู่ริมฝีปากด้านล่าง ค่อนข้างเจ้าชู้

ไฝที่ “คอ” มีมรดก ทรัพย์สินเงินทอง เพื่อนซื่อสัตย์ ไฝที่ “ท้ายทอย” พบปัญหาด้านคู่ครอง อาจพึ่งพาไม่ได้ หรือ ตายจาก ไฝที่ “หู” เป็นคนใจร้อน]]>
ตำแหน่งไฝเสริมชะตา
มาดูกันว่า "ไฝ" บนใบหน้า ตำแหน่งใดดีเสริมส่งชะตา ตำแหน่งใดร้ายควรกำจัด “ไฝ” แม้เป็นจุดเล็กๆ แต่เมื่อปรากฏบน “ใบหน้า” ก็สามารถส่งอิทธิพลทำหนุ่ม-สาวเกิดความไม่มั่นใจ ต้องพบแพทย์ช่วยสลายเป็นการด่วน

ไฝแต่ละตำแหน่งมีความหมายต่างกัน ซึ่งศาสตร์พยากรณ์ได้ศึกษา รวบรวม ทำนาย ถ่ายทอดสืบเนื่องกันมา โดยเชื่อว่า ไฝสีแดง หรือ ไฝสีขาว อยู่ตำแหน่งใดก็ดี ให้คุณ และส่งเสริมชะตา ส่วนไฝสีดำหากปรากฏที่ “หน้าผาก” ตรงกลาง จะมีเสน่ห์ ด้านซ้าย สุรุ่ยสุร่าย ด้านขวา สมองดี ไฝที่ “คิ้ว” ด้านขวา แต่งงานมีความสุข ด้านซ้าย ไม่ดีนัก

ไฝที่ “หางตา” เป็นคนเงียบ ๆ ค่อนข้างประหยัด ไฝที่ “ใต้ตา” เป็นจุดอุบัติเหตุ เลือดตกยางออก เจ็บป่วย สิ่งที่คาดหวังจะไม่ค่อยได้อย่างฝัน ไฝที่ “เปลือกตา” ทำกิจการใดจะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้

ไฝที่ “แก้ม” ด้านซ้าย เกี่ยวกับปัญหาการเงิน ด้านขวา ชีวิตครอบครัวดี หากใกล้ปากจะยิ่งพบความสุข ไฝที่ “จมูก” จะทำให้เสียทรัพย์ง่าย ไม่สามารถเก็บรักษาทรัพย์ได้นาน มักมีปัญหาเรื่องหนี้สิน

ไฝที่ “คาง” ความพยายามจะนำไปสู่ปลายทาง หรือ เส้นชัย ไฝที่ “ริมฝีปาก” เจรจาประสบความสำเร็จ หากอยู่ริมฝีปากด้านบน เป็นคนรสนิยมดี มีความละเอียดอ่อน ถ้าอยู่ริมฝีปากด้านล่าง ค่อนข้างเจ้าชู้

ไฝที่ “คอ” มีมรดก ทรัพย์สินเงินทอง เพื่อนซื่อสัตย์ ไฝที่ “ท้ายทอย” พบปัญหาด้านคู่ครอง อาจพึ่งพาไม่ได้ หรือ ตายจาก ไฝที่ “หู” เป็นคนใจร้อน

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
30 แนวคิดเพื่อชีวิต http://www.taladbenz.com/?p=1145 http://www.taladbenz.com/?p=1145 Sat, 31 Mar 2012 02:41:35 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1145 1. อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้

2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม เราไม่ต้องไปคุยทับ ปล่อยเขาฟุ้งไปตามสบาย

3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆ เท่านั้น

4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง

5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ ๆ เข้าไว้ แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย

6. หัดทำสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้

7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น

8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด

9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้

10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ “สอง” แต่อย่าให้ถึง “สาม”

11. อย่าวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ

12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว อะไร ๆ มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก

13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า “ใคร” เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า “อะไร” คือสิ่งที่ถูก

14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ “คนโหดร้าย” แต่เราต่อสู้กับ “ความโหดร้าย” ในตัวคน

15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ

16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน

17. ยอมที่จะแพ้ในสงครามย่อย ๆ เมื่อการแพ้นั้นจะทำให้เราชนะสงครามใหญ่

18. เป็นคนถ่อมตน …คนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด

19. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด …สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้

20. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม

21. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามเราว่า “เป็นยังไงบ้างตอนนี้” ก็บอกเขาไปเลยว่า “สบายมาก”

22. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ เพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง เท่า ๆ กับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ , ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา , ลีโอนาร์โด ดา วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง

23. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวกลับไปดูอดีต เราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว

24. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น

25. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น

26. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น

27. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น

28. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด

29. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ “กว้างขวาง” มากกว่าการมีชีวิตให้ “ยืนยาว”

30. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ ]]>
1. อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้

2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม เราไม่ต้องไปคุยทับ ปล่อยเขาฟุ้งไปตามสบาย

3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆ เท่านั้น

4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง

5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ ๆ เข้าไว้ แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย

6. หัดทำสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้

7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น

8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด

9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้

10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ “สอง” แต่อย่าให้ถึง “สาม”

11. อย่าวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ

12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว อะไร ๆ มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก

13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า “ใคร” เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า “อะไร” คือสิ่งที่ถูก

14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ “คนโหดร้าย” แต่เราต่อสู้กับ “ความโหดร้าย” ในตัวคน

15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ

16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน

17. ยอมที่จะแพ้ในสงครามย่อย ๆ เมื่อการแพ้นั้นจะทำให้เราชนะสงครามใหญ่

18. เป็นคนถ่อมตน …คนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด

19. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด …สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้

20. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม

21. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามเราว่า “เป็นยังไงบ้างตอนนี้” ก็บอกเขาไปเลยว่า “สบายมาก”

22. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ เพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง เท่า ๆ กับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ , ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา , ลีโอนาร์โด ดา วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง

23. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวกลับไปดูอดีต เราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว

24. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น

25. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น

26. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น

27. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น

28. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด

29. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ “กว้างขวาง” มากกว่าการมีชีวิตให้ “ยืนยาว”

30. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
เงินกับความสุข http://www.taladbenz.com/?p=1142 http://www.taladbenz.com/?p=1142 Fri, 30 Mar 2012 08:44:21 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1142 คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ถ้าเรามีเงินเราจะมีความสุขมากขึ้น คนเชื่อว่าคนรวยย่อมมีความสุขมากกว่าคนจน ยิ่งรวยมากเท่าไร ความสุขก็มากขึ้นเท่านั้น เพราะคนเชื่อว่า เงินสามารถซื้อความสุขได้แม้ว่าจะไม่ใช่ความสุขทุกอย่างแต่ก็ซื้อได้มาก เงินสามารถใช้ซื้ออาหารอร่อยๆ รับประทานได้ เงินสามารถพาเราไปท่องเที่ยวได้มากขึ้นและไกลขึ้น เงินทำให้เราซื้อบ้าน และซื้อรถยนต์ที่ทำให้เรามีหน้ามีตาในหมู่เพื่อนฝูงและคนรู้จัก เงินทำให้เราส่งลูกไปเรียนโรงเรียนดีๆ หรือไปเรียนต่างประเทศได้ เพราะฉะนั้น อย่ามาพูดเลยว่า เงินกับความสุขไม่เกี่ยวกัน

นั่นคือสิ่งที่คนที่ยังไม่ค่อยมีเงิน หรือคิดว่าตนยังมีเงินไม่พอมักจะคิด คนเหล่านั้นมักจะ "ฝัน" ว่า ถ้าเขามีเงินมากขึ้น เขาคงจะมีความสุขมาก เพราะสิ่งที่เขาคิดอยากจะได้แต่ยังทำไม่ได้ เพราะมีเงินไม่พอ เขาก็จะสามารถซื้อหามาได้ และนั่นคือความสุขที่เขากำลังพยายามไขว่คว้า แต่เชื่อไหมครับว่าวันที่เขามีเงินพอและได้ใช้หรือบริโภคสิ่งที่เขา "ฝัน" ไว้แล้ว สิ่งนั้นก็จะไม่ใช่ "ความสุข" อีกต่อไป เขาจะเริ่ม "ฝัน" ถึง "ความสุข" ใหม่ ที่จะต้องใช้เงินมากขึ้นไปอีก เงินคือความสุขหรือเงินเป็นสิ่งที่หลอกลวงกันแน่?

ความสุขของคนนั้น เพื่อที่จะอธิบายให้เป็นระบบ ผมคิดว่าน่าจะต้องอิงกับความต้องการของมนุษย์ ซึ่งแมสโลว์ (ABRAHAM MASLOW) นักจิตวิทยาชื่อดังบอกว่ามี 5 ระดับ นั่นคือ ความต้องการเบื้องต้น ได้แก่ อาหารและน้ำ ความต้องการระดับสองคือ ต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิต เมื่อได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการจะยกระดับขึ้นไปเป็นระดับ 3 ซึ่งก็คือ การได้รับการยอมรับในหมู่ญาติมิตรและเพื่อนฝูงให้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ขั้นต่อไปก็คือ การมีสถานะที่โดดเด่นในสังคม และสุดท้ายก็คือ ความต้องการที่จะบรรลุถึงตัวตนที่แท้จริง ซึ่งในทางพระอาจจะเรียกว่านิพพานไปเลย

มาดูความสุขทางด้านอาหารว่าเงินซื้อ ได้หรือไม่? ผมคิดว่าเงินซื้อความสุขด้านอาหารได้น้อย ความสุขของการกินนั้น ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่อยู่ที่ความหิวและรสชาติของอาหาร ซึ่งไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับราคามากนัก คนทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าหูฉลามนั้นอร่อยมาก แต่นั่นเป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้กินมัน แต่ถ้าเขาได้กินมันบ่อยมาก เขาอาจจะบอกว่าพะแนงเนื้ออร่อยกว่า ดังนั้น สำหรับความสุขในด้านของการกินแล้ว ผมคิดว่า ถ้าเราไม่จนเกินไป เราจะมีความสุขไม่ต่างกับเศรษฐีมากนัก

ความสุขที่จะได้จากความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย นี่เป็นความสุขที่เกิดขึ้นในใจเมื่อเรามีบ้านอยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีการงานที่มั่นคง เรารู้ว่าเมื่อเราป่วยไข้จะได้รับการรักษาที่ดี มีความอุ่นใจว่าถ้าเกิดปัญหาอะไรที่ไม่คาดคิดทางการเงินเรามีทางแก้ไขได้ และที่สำคัญ รู้ว่าเมื่อแก่ตัวลง เราจะมีเงินเลี้ยงดูตัวเองได้ การมีเงินสะสมน้อยหรือไม่มีสวัสดิการการรักษาพยาบาลเพียงพอ ก็ย่อมที่จะทำให้เรามีความกังวลและเป็นทุกข์ได้

ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยนั้น เป็นความสุขในระดับหนึ่งเท่านั้น นั่นหมายความว่า ถ้าคนเรามีความมั่นคงเพิ่มขึ้นไปอีก ส่วนที่เพิ่มนั้นจะก่อให้เกิดความสุขเพิ่มน้อยมาก ข้อสรุปก็คือ เราต้องมีเงินในระดับหนึ่ง เพื่อความมั่นคงในชีวิตถ้าจะให้ไม่เกิดทุกข์จากความกังวล

การได้รับการยอมรับในหมู่ญาติมิตรและ เพื่อนฝูงนั้น ผมคิดว่าเงินไม่น่าจะมีส่วนมากนัก การมีน้ำจิตน้ำใจเอื้ออารีน่าจะมีความสำคัญกว่าและสิ่งนี้ไม่สามารถซื้อได้ ด้วยเงิน ดังนั้น ความสุขจากการที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเงินเลย

การมีสถานะที่โดดเด่นในสังคมเป็นความ ต้องการในระดับที่สูงขึ้นมา และน่าจะเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เงินอาจจะซื้อได้ และนี่ก็คงเป็นเหตุผลสำคัญที่คนมีเงินใช้เงินซื้อบ้าน รถยนต์ที่หรูหรา และเครื่องแต่งกายราคาแพง เพื่อที่จะแสดงความโดดเด่นให้คนทั่วไปเห็นและยอมรับ อย่างไรก็ตาม ความสุขในด้านนี้มักจะมีด้านมืด นั่นก็คือ ผู้ที่ใช้ของหรูมักจะพบคนที่ใช้ของที่หรูกว่า และความรู้สึกที่ด้อยกว่าโดยการเปรียบเทียบนั้น บ่อยครั้ง มันกลบความสุขที่ควรจะได้รับ และทำให้การใช้เงินซื้อสถานะของตนเองเพื่อให้เกิดความสุขนั้นไร้ผล เพราะแทนที่จะเป็นสุขก็อาจจะกลายเป็นความทุกข์ได้

ผมคงไม่พูดถึงความต้องการที่จะบรรลุ ถึงตัวตนที่แท้จริง ซึ่งคงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเงิน แต่น่าจะเป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ แต่อยากจะบอกว่าความสุขของคนนั้น ส่วนใหญ่อยู่ที่เรื่องของสุขภาพกายและสุขภาพใจซึ่งเงินซื้อได้น้อยมาก สุขภาพกายนั้น ไม่ว่าคุณจะมีเงินมากเท่าไร โอกาสที่คุณจะป่วยมีเท่ากับคนที่มีเงินน้อยหรือปานกลาง เช่นเดียวกัน สุขภาพใจนั้น อยู่ที่การทำใจ จากการสำรวจครั้งแล้วครั้งเล่าเราพบว่า คนที่ใช้ชีวิตที่ "พอเพียง" มีความสุขกว่าคนที่ชอบบริโภค ซึ่งไม่ได้เกี่ยวเลยว่าเขามีเงินมากหรือน้อย ว่าที่จริงถ้าจะมีอะไรเกี่ยวก็น่าจะเป็นว่า การมีเงินมากอาจจะเป็นความเสี่ยงว่าคุณจะมีความสุขน้อยลงถ้าคุณชอบบริโภค

ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ คนที่มีเงินน้อยเกินไปจะหาความสุขได้ยาก เพราะความสุขหลายอย่างต้องใช้เงินซื้อหามา ในอีกด้านหนึ่ง คนที่มีเงินมากเกินไปไม่ได้หมายความว่า เขาจะต้องมีความสุขมากกว่าคนที่มีเงินปานกลาง เพราะเงินนั้นซื้อความสุขได้ถึงระดับหนึ่งเท่านั้น คนที่มีเงินพอประมาณ สามารถที่จะเป็นแชมเปียนของคนที่มีความสุขได้ เพราะความสุขนั้น ส่วนใหญ่มาจากสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนที่มีเงินพอประมาณ และใช้ชีวิตที่พอประมาณ คุณก็น่าจะมีชีวิตที่มีความสุขไม่แพ้คนรวยโดยทั่วไปแล้ว]]>
คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ถ้าเรามีเงินเราจะมีความสุขมากขึ้น คนเชื่อว่าคนรวยย่อมมีความสุขมากกว่าคนจน ยิ่งรวยมากเท่าไร ความสุขก็มากขึ้นเท่านั้น เพราะคนเชื่อว่า เงินสามารถซื้อความสุขได้แม้ว่าจะไม่ใช่ความสุขทุกอย่างแต่ก็ซื้อได้มาก เงินสามารถใช้ซื้ออาหารอร่อยๆ รับประทานได้ เงินสามารถพาเราไปท่องเที่ยวได้มากขึ้นและไกลขึ้น เงินทำให้เราซื้อบ้าน และซื้อรถยนต์ที่ทำให้เรามีหน้ามีตาในหมู่เพื่อนฝูงและคนรู้จัก เงินทำให้เราส่งลูกไปเรียนโรงเรียนดีๆ หรือไปเรียนต่างประเทศได้ เพราะฉะนั้น อย่ามาพูดเลยว่า เงินกับความสุขไม่เกี่ยวกัน

นั่นคือสิ่งที่คนที่ยังไม่ค่อยมีเงิน หรือคิดว่าตนยังมีเงินไม่พอมักจะคิด คนเหล่านั้นมักจะ "ฝัน" ว่า ถ้าเขามีเงินมากขึ้น เขาคงจะมีความสุขมาก เพราะสิ่งที่เขาคิดอยากจะได้แต่ยังทำไม่ได้ เพราะมีเงินไม่พอ เขาก็จะสามารถซื้อหามาได้ และนั่นคือความสุขที่เขากำลังพยายามไขว่คว้า แต่เชื่อไหมครับว่าวันที่เขามีเงินพอและได้ใช้หรือบริโภคสิ่งที่เขา "ฝัน" ไว้แล้ว สิ่งนั้นก็จะไม่ใช่ "ความสุข" อีกต่อไป เขาจะเริ่ม "ฝัน" ถึง "ความสุข" ใหม่ ที่จะต้องใช้เงินมากขึ้นไปอีก เงินคือความสุขหรือเงินเป็นสิ่งที่หลอกลวงกันแน่?

ความสุขของคนนั้น เพื่อที่จะอธิบายให้เป็นระบบ ผมคิดว่าน่าจะต้องอิงกับความต้องการของมนุษย์ ซึ่งแมสโลว์ (ABRAHAM MASLOW) นักจิตวิทยาชื่อดังบอกว่ามี 5 ระดับ นั่นคือ ความต้องการเบื้องต้น ได้แก่ อาหารและน้ำ ความต้องการระดับสองคือ ต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิต เมื่อได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการจะยกระดับขึ้นไปเป็นระดับ 3 ซึ่งก็คือ การได้รับการยอมรับในหมู่ญาติมิตรและเพื่อนฝูงให้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ขั้นต่อไปก็คือ การมีสถานะที่โดดเด่นในสังคม และสุดท้ายก็คือ ความต้องการที่จะบรรลุถึงตัวตนที่แท้จริง ซึ่งในทางพระอาจจะเรียกว่านิพพานไปเลย

มาดูความสุขทางด้านอาหารว่าเงินซื้อ ได้หรือไม่? ผมคิดว่าเงินซื้อความสุขด้านอาหารได้น้อย ความสุขของการกินนั้น ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่อยู่ที่ความหิวและรสชาติของอาหาร ซึ่งไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับราคามากนัก คนทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าหูฉลามนั้นอร่อยมาก แต่นั่นเป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้กินมัน แต่ถ้าเขาได้กินมันบ่อยมาก เขาอาจจะบอกว่าพะแนงเนื้ออร่อยกว่า ดังนั้น สำหรับความสุขในด้านของการกินแล้ว ผมคิดว่า ถ้าเราไม่จนเกินไป เราจะมีความสุขไม่ต่างกับเศรษฐีมากนัก

ความสุขที่จะได้จากความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย นี่เป็นความสุขที่เกิดขึ้นในใจเมื่อเรามีบ้านอยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีการงานที่มั่นคง เรารู้ว่าเมื่อเราป่วยไข้จะได้รับการรักษาที่ดี มีความอุ่นใจว่าถ้าเกิดปัญหาอะไรที่ไม่คาดคิดทางการเงินเรามีทางแก้ไขได้ และที่สำคัญ รู้ว่าเมื่อแก่ตัวลง เราจะมีเงินเลี้ยงดูตัวเองได้ การมีเงินสะสมน้อยหรือไม่มีสวัสดิการการรักษาพยาบาลเพียงพอ ก็ย่อมที่จะทำให้เรามีความกังวลและเป็นทุกข์ได้

ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยนั้น เป็นความสุขในระดับหนึ่งเท่านั้น นั่นหมายความว่า ถ้าคนเรามีความมั่นคงเพิ่มขึ้นไปอีก ส่วนที่เพิ่มนั้นจะก่อให้เกิดความสุขเพิ่มน้อยมาก ข้อสรุปก็คือ เราต้องมีเงินในระดับหนึ่ง เพื่อความมั่นคงในชีวิตถ้าจะให้ไม่เกิดทุกข์จากความกังวล

การได้รับการยอมรับในหมู่ญาติมิตรและ เพื่อนฝูงนั้น ผมคิดว่าเงินไม่น่าจะมีส่วนมากนัก การมีน้ำจิตน้ำใจเอื้ออารีน่าจะมีความสำคัญกว่าและสิ่งนี้ไม่สามารถซื้อได้ ด้วยเงิน ดังนั้น ความสุขจากการที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเงินเลย

การมีสถานะที่โดดเด่นในสังคมเป็นความ ต้องการในระดับที่สูงขึ้นมา และน่าจะเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เงินอาจจะซื้อได้ และนี่ก็คงเป็นเหตุผลสำคัญที่คนมีเงินใช้เงินซื้อบ้าน รถยนต์ที่หรูหรา และเครื่องแต่งกายราคาแพง เพื่อที่จะแสดงความโดดเด่นให้คนทั่วไปเห็นและยอมรับ อย่างไรก็ตาม ความสุขในด้านนี้มักจะมีด้านมืด นั่นก็คือ ผู้ที่ใช้ของหรูมักจะพบคนที่ใช้ของที่หรูกว่า และความรู้สึกที่ด้อยกว่าโดยการเปรียบเทียบนั้น บ่อยครั้ง มันกลบความสุขที่ควรจะได้รับ และทำให้การใช้เงินซื้อสถานะของตนเองเพื่อให้เกิดความสุขนั้นไร้ผล เพราะแทนที่จะเป็นสุขก็อาจจะกลายเป็นความทุกข์ได้

ผมคงไม่พูดถึงความต้องการที่จะบรรลุ ถึงตัวตนที่แท้จริง ซึ่งคงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเงิน แต่น่าจะเป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ แต่อยากจะบอกว่าความสุขของคนนั้น ส่วนใหญ่อยู่ที่เรื่องของสุขภาพกายและสุขภาพใจซึ่งเงินซื้อได้น้อยมาก สุขภาพกายนั้น ไม่ว่าคุณจะมีเงินมากเท่าไร โอกาสที่คุณจะป่วยมีเท่ากับคนที่มีเงินน้อยหรือปานกลาง เช่นเดียวกัน สุขภาพใจนั้น อยู่ที่การทำใจ จากการสำรวจครั้งแล้วครั้งเล่าเราพบว่า คนที่ใช้ชีวิตที่ "พอเพียง" มีความสุขกว่าคนที่ชอบบริโภค ซึ่งไม่ได้เกี่ยวเลยว่าเขามีเงินมากหรือน้อย ว่าที่จริงถ้าจะมีอะไรเกี่ยวก็น่าจะเป็นว่า การมีเงินมากอาจจะเป็นความเสี่ยงว่าคุณจะมีความสุขน้อยลงถ้าคุณชอบบริโภค

ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ คนที่มีเงินน้อยเกินไปจะหาความสุขได้ยาก เพราะความสุขหลายอย่างต้องใช้เงินซื้อหามา ในอีกด้านหนึ่ง คนที่มีเงินมากเกินไปไม่ได้หมายความว่า เขาจะต้องมีความสุขมากกว่าคนที่มีเงินปานกลาง เพราะเงินนั้นซื้อความสุขได้ถึงระดับหนึ่งเท่านั้น คนที่มีเงินพอประมาณ สามารถที่จะเป็นแชมเปียนของคนที่มีความสุขได้ เพราะความสุขนั้น ส่วนใหญ่มาจากสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนที่มีเงินพอประมาณ และใช้ชีวิตที่พอประมาณ คุณก็น่าจะมีชีวิตที่มีความสุขไม่แพ้คนรวยโดยทั่วไปแล้ว

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
หนทางสู่ความสำเร็จ http://www.taladbenz.com/?p=1138 http://www.taladbenz.com/?p=1138 Fri, 30 Mar 2012 02:52:09 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1138 ไม่มีใครนิยมชมชอบความ ล้มเหลวสักราย นอกจากหมดาลัยตายอยากจริงๆ ทว่าเพิ่งขึ้นต้นเถลิงศกใหม่ทั้งที จะห่อเหี่ย ใจไปทำไม หากตกงานก็ให้มองในแง่ดีว่า อีกไม่นานเราจะได้งานทำ ตั้งมั่นอย่างนี้ สักวันจะสมความปรารถนา ไม่ได้ล้อเล่นนะ พูดจริงๆเหตุนี้ จึงขอหันมาเล่าเรื่อง The Winner's Guide to Success ผู้ชนะแนะวิธีสู่ความสำเร็จในนิตยสาร รีเดอร์'ส ไดเจ็ท ดีกว่าเพราะอย่านึกนะว่า ทุกคนจะประสบความสำเร็จกันง่ายๆ ทำความดียากกว่า สร้างความเลวซะอีก คนดีๆ จึงอยู่ในสังคมลำบากกว่าไงจ๊ะ ไมเคิล เจฟฟรีย์ อารัมภบทในเชิงถามว่า รู้ไหมว่า คนที่ประสบความสำเร็จคิดอย่างไร? หรืออะไรเป็นแรงผลักดันพวกเขา? ดังนั้น เพื่อที่จะได้คำตอบเหล่านี้ หนุ่มเจฟฟรีย์ จึงดิ้นรนไปสอบถามความคิดเห็น จากตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ ในหลายสาขาอาชีพ แล้วนำมายำรวมกันกลายเป็นแรงจูงใจ 7 ประการดังนี้

1. บอกกับตัวเองว่า อนาคตขึ้นอยู่กับความคิด และการกระทำของคุณเอง ไม่ต้องไปรอให้ชะตากำหนดหรือฟ้าลิขิต และยิ่งจะดีขึ้นอีก ถ้าไม่ต้องไปฟังใคร โดยเฉพาะพวกที่ชอบดูถูกดูหมิ่นเราว่า ไม่มีทางทำอย่างนี้ได้หรืออย่างนั้นได้ ใครจะไปรู้จักเราจริง พวกนี้มีปากก็พูดได้ทุกอย่าง แต่ไม่จริงเสมอไปจำไว้เลย เว้นแต่ใจของคนฟังไม่เข้มแข็งพอ คุณก็จะเป็นอย่างที่เขาบอก

2. วางเป้าหมายให้ชีวิต เช่น จะทำงานอะไร หรือมีชีวิตคู่อย่างไร ใช้สติกำหนดไว้แต่เนิ่นๆ

3. เมื่อมีเป้าหมายก็ต้อง มีการวางแผน ทำอย่างไรถึงจะได้ดั่งใจ ขอเพียงอย่าเขียนแผนมั่วเป็นใช้ได้

4. อย่าจับเสือมือเปล่า หมายถึง ต้องยอมลงทุนบ้าง เพื่อให้ได้ความสำเร็จนั้นมา ยกตัวอย่าง หากอยากเป็นหมอหรืออะไรก็แล้วแต่ ควรลงแรงและลงสมอง ใส่ใจศึกษาหาความรู้ด้วย ถ้าอยู่เฉยๆ จะเอ็นทรานซ์ติด คณะที่เราชอบได้ไง เช่นเดียวกับถ้าไม่พยายามอะไรเลย ไม่ยอมเขียนจดหมายไปสมัครงาน แล้วบริษัทห้างร้านต่างๆ จะรู้ได้อย่างไรว่า มีคุณอยู่ในโลกหรือจะติดต่อกับคุณอย่างไร

5. ทำสิ่งใดก็ควรรู้จริงในสิ่งนั้น อย่ารู้แบบเป็ด เพราะคนที่คู่ควรกับความสำเร็จ ต้องฝึกฝนจนมีทักษะสุดยอด ในงานที่ทำถึงจะถูก

6. อย่าท้อถอยง่ายๆ บอกตั้งแต่ต้นแล้วไงว่า ของแบบนี้ทำได้ยาก ต้องเผื่อใจไว้ด้วย

7. อย่าชักช้า ลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจเสียแต่บัดนี้ หากโอ้เอ้คงได้หรอก ความสำเร็จน่ะ]]>
ไม่มีใครนิยมชมชอบความ ล้มเหลวสักราย นอกจากหมดาลัยตายอยากจริงๆ ทว่าเพิ่งขึ้นต้นเถลิงศกใหม่ทั้งที จะห่อเหี่ย ใจไปทำไม หากตกงานก็ให้มองในแง่ดีว่า อีกไม่นานเราจะได้งานทำ ตั้งมั่นอย่างนี้ สักวันจะสมความปรารถนา ไม่ได้ล้อเล่นนะ พูดจริงๆเหตุนี้ จึงขอหันมาเล่าเรื่อง The Winner's Guide to Success ผู้ชนะแนะวิธีสู่ความสำเร็จในนิตยสาร รีเดอร์'ส ไดเจ็ท ดีกว่าเพราะอย่านึกนะว่า ทุกคนจะประสบความสำเร็จกันง่ายๆ ทำความดียากกว่า สร้างความเลวซะอีก คนดีๆ จึงอยู่ในสังคมลำบากกว่าไงจ๊ะ ไมเคิล เจฟฟรีย์ อารัมภบทในเชิงถามว่า รู้ไหมว่า คนที่ประสบความสำเร็จคิดอย่างไร? หรืออะไรเป็นแรงผลักดันพวกเขา? ดังนั้น เพื่อที่จะได้คำตอบเหล่านี้ หนุ่มเจฟฟรีย์ จึงดิ้นรนไปสอบถามความคิดเห็น จากตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ ในหลายสาขาอาชีพ แล้วนำมายำรวมกันกลายเป็นแรงจูงใจ 7 ประการดังนี้

1. บอกกับตัวเองว่า อนาคตขึ้นอยู่กับความคิด และการกระทำของคุณเอง ไม่ต้องไปรอให้ชะตากำหนดหรือฟ้าลิขิต และยิ่งจะดีขึ้นอีก ถ้าไม่ต้องไปฟังใคร โดยเฉพาะพวกที่ชอบดูถูกดูหมิ่นเราว่า ไม่มีทางทำอย่างนี้ได้หรืออย่างนั้นได้ ใครจะไปรู้จักเราจริง พวกนี้มีปากก็พูดได้ทุกอย่าง แต่ไม่จริงเสมอไปจำไว้เลย เว้นแต่ใจของคนฟังไม่เข้มแข็งพอ คุณก็จะเป็นอย่างที่เขาบอก

2. วางเป้าหมายให้ชีวิต เช่น จะทำงานอะไร หรือมีชีวิตคู่อย่างไร ใช้สติกำหนดไว้แต่เนิ่นๆ

3. เมื่อมีเป้าหมายก็ต้อง มีการวางแผน ทำอย่างไรถึงจะได้ดั่งใจ ขอเพียงอย่าเขียนแผนมั่วเป็นใช้ได้

4. อย่าจับเสือมือเปล่า หมายถึง ต้องยอมลงทุนบ้าง เพื่อให้ได้ความสำเร็จนั้นมา ยกตัวอย่าง หากอยากเป็นหมอหรืออะไรก็แล้วแต่ ควรลงแรงและลงสมอง ใส่ใจศึกษาหาความรู้ด้วย ถ้าอยู่เฉยๆ จะเอ็นทรานซ์ติด คณะที่เราชอบได้ไง เช่นเดียวกับถ้าไม่พยายามอะไรเลย ไม่ยอมเขียนจดหมายไปสมัครงาน แล้วบริษัทห้างร้านต่างๆ จะรู้ได้อย่างไรว่า มีคุณอยู่ในโลกหรือจะติดต่อกับคุณอย่างไร

5. ทำสิ่งใดก็ควรรู้จริงในสิ่งนั้น อย่ารู้แบบเป็ด เพราะคนที่คู่ควรกับความสำเร็จ ต้องฝึกฝนจนมีทักษะสุดยอด ในงานที่ทำถึงจะถูก

6. อย่าท้อถอยง่ายๆ บอกตั้งแต่ต้นแล้วไงว่า ของแบบนี้ทำได้ยาก ต้องเผื่อใจไว้ด้วย

7. อย่าชักช้า ลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจเสียแต่บัดนี้ หากโอ้เอ้คงได้หรอก ความสำเร็จน่ะ

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
30 ข้อความ ชวนอมยิ้ม http://www.taladbenz.com/?p=1135 http://www.taladbenz.com/?p=1135 Thu, 29 Mar 2012 09:46:33 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1135 1. รู้มั้ยว่ามีคนคิดถึง รึว่าควันธูปยังเลยไปไม่ถึง เลยไม่รู้ตัว 2. รักกด 1 ... คิดถึงกด
2 ... ไม่กดเลย ถูกทั้งสองข้อ
3. ฝันถึงเธอทั้งคืน ต้องตกใจตื่น เฮ้อ ... ฝันร้ายจัง
4. รู้ว่าไม่ว่าง ก้อฝนตกขนาดนี้ รู้นะคนดี ต้องไปไถนาอีกแล้วล่ะสิ แย่จัง
5. อย่าเพิ่งรีบไปผุดไปเกิดที่ไหน เด๋วปอเต็กตึ๊งจะไปรับ
6. ฉันรักกับเธอไม่ได้จิงๆ เพราะไม่เคยคิดรักกับลิงมาก่อน
7. เจ็บมากมั้ย ... คนดี ขอโทษที ความสวยของพี่ไม่เคยปราณีใคร
8. เพียงแค่เธอส่งสายตามองมา ฉันก้อขนลุกซู่ซ่า ... เพราะว่าปวดอึ
9. คนอะไรน่ารักเป็นบ้า สงสัยเพิ่งหลุดออกมาจากศรีธัญญาแน่ๆ
10. อย่าแกล้งทําเป็นขี้เหร่นักสิ ตั้งแต่เกิดมา ... เธอแกล้งอย่างนี้มาตลอดเลยนะ
11. อยากรักเธอให้มากๆ อยากจะมาอยู่ใกล้ อยากจะบอกว่าห่วงใย แต่ทําไม่ได้ เพราะฉันตอแหลไม่เป็น
12. message นี้ส่งมาด้วยคลื่นตรวจจับความขี้เหร่ ถ้าปรากฏบนมือถือใคร ก้อแสดงว่า ...
13. คุณจะได้ลาภเป็นสัตว์สองเท้า แต่จะมาทีละเท้า เตรียมตัวให้ดี!!
14. รู้ตัวรึป่าวว่าเธอเป็นคนสวย แต่อยากให้รู้ไว้ด้วยนะว่าฉันชอบโกหก
15. พูดถึงเรื่องเรียนทําเป็นบ่นกระปอดกระแปด พูดถึงเรื่องแรดๆ ... แหม ... คุยกันแซดไม่มียั้ง
16. ไม่เป็นไรหรอกหากเธอไม่สน ฉันก้อจีบเธอแก้บนเท่านั้น
17. เธอจะสวยกว่านี้ ถ้าไปศัลยกรรม หู ตา จมูก ปาก ที่มีซะใหม่
18. มีใจไว้ให้เธอ มีเธอไว้ในใจ แต่ช่วยขยับที่หน่อยได้มั้ย เพราะฉันยังต้องมีใครอีกหลายคน
19. sexy เหลือเกิน จนอยากเชิญไปถ่ายแบบโฆษณาเพดดีกรี
20. สิ่งหนึ่งที่อยากให้เธอรับรู้ หุ่นของเธอคล้ายหมูเข้าไปทุกวัน
21. เดินทั้งวันเมื่อยจัง ขอหน้าสวยๆของเธอ พักวางเท้าหน่อยดิ
22. ไม่ค่อยกล้าส่ง message มากวนใจ เพราะเห็นป้ายเขียนไว้ว่าอย่ารบกวนสัตว์
23. รักเธอมากมาย เกินกว่าใจจะบอก รักเธอจนอึไม่ออก ไม่รู้จะบอกใคร
24. ทําไมออกมาเดินเพ่นพ่าน ระวังเทศบาลมาจับตัวไป 25. ลุยมาเจ็ดป่าช้าไม่เคยกลัว เจอกับเธอตัวต่อตัว กลัวแทบตาย
26. อย่าไปเชื่อใครๆว่าเธอเหมือนหมู เพราะฉันดูแล้วเธอเหมือนฮิปโปมากกว่า
27. หมอจะผ่าตัดคนไข้ แต่ยาสลบหมด เลยอยากมาขอลมปากเธอไปเป่าให้
28. คงไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เธอทําไม่ได้ นอกจากการที่จะหายเป็นกะเทย
29. แต่งตัวสวยจังเลยวันนี้ รองเท้ารับกับใบหน้าพอดีเด๊ะเลย
30. กําลังใจฉันเริ่มหมด แม้กระทั่งจะตด ยังไม่มีแรง ]]>
1. รู้มั้ยว่ามีคนคิดถึง รึว่าควันธูปยังเลยไปไม่ถึง เลยไม่รู้ตัว 2. รักกด 1 ... คิดถึงกด
2 ... ไม่กดเลย ถูกทั้งสองข้อ
3. ฝันถึงเธอทั้งคืน ต้องตกใจตื่น เฮ้อ ... ฝันร้ายจัง
4. รู้ว่าไม่ว่าง ก้อฝนตกขนาดนี้ รู้นะคนดี ต้องไปไถนาอีกแล้วล่ะสิ แย่จัง
5. อย่าเพิ่งรีบไปผุดไปเกิดที่ไหน เด๋วปอเต็กตึ๊งจะไปรับ
6. ฉันรักกับเธอไม่ได้จิงๆ เพราะไม่เคยคิดรักกับลิงมาก่อน
7. เจ็บมากมั้ย ... คนดี ขอโทษที ความสวยของพี่ไม่เคยปราณีใคร
8. เพียงแค่เธอส่งสายตามองมา ฉันก้อขนลุกซู่ซ่า ... เพราะว่าปวดอึ
9. คนอะไรน่ารักเป็นบ้า สงสัยเพิ่งหลุดออกมาจากศรีธัญญาแน่ๆ
10. อย่าแกล้งทําเป็นขี้เหร่นักสิ ตั้งแต่เกิดมา ... เธอแกล้งอย่างนี้มาตลอดเลยนะ
11. อยากรักเธอให้มากๆ อยากจะมาอยู่ใกล้ อยากจะบอกว่าห่วงใย แต่ทําไม่ได้ เพราะฉันตอแหลไม่เป็น
12. message นี้ส่งมาด้วยคลื่นตรวจจับความขี้เหร่ ถ้าปรากฏบนมือถือใคร ก้อแสดงว่า ...
13. คุณจะได้ลาภเป็นสัตว์สองเท้า แต่จะมาทีละเท้า เตรียมตัวให้ดี!!
14. รู้ตัวรึป่าวว่าเธอเป็นคนสวย แต่อยากให้รู้ไว้ด้วยนะว่าฉันชอบโกหก
15. พูดถึงเรื่องเรียนทําเป็นบ่นกระปอดกระแปด พูดถึงเรื่องแรดๆ ... แหม ... คุยกันแซดไม่มียั้ง
16. ไม่เป็นไรหรอกหากเธอไม่สน ฉันก้อจีบเธอแก้บนเท่านั้น
17. เธอจะสวยกว่านี้ ถ้าไปศัลยกรรม หู ตา จมูก ปาก ที่มีซะใหม่
18. มีใจไว้ให้เธอ มีเธอไว้ในใจ แต่ช่วยขยับที่หน่อยได้มั้ย เพราะฉันยังต้องมีใครอีกหลายคน
19. sexy เหลือเกิน จนอยากเชิญไปถ่ายแบบโฆษณาเพดดีกรี
20. สิ่งหนึ่งที่อยากให้เธอรับรู้ หุ่นของเธอคล้ายหมูเข้าไปทุกวัน
21. เดินทั้งวันเมื่อยจัง ขอหน้าสวยๆของเธอ พักวางเท้าหน่อยดิ
22. ไม่ค่อยกล้าส่ง message มากวนใจ เพราะเห็นป้ายเขียนไว้ว่าอย่ารบกวนสัตว์
23. รักเธอมากมาย เกินกว่าใจจะบอก รักเธอจนอึไม่ออก ไม่รู้จะบอกใคร
24. ทําไมออกมาเดินเพ่นพ่าน ระวังเทศบาลมาจับตัวไป 25. ลุยมาเจ็ดป่าช้าไม่เคยกลัว เจอกับเธอตัวต่อตัว กลัวแทบตาย
26. อย่าไปเชื่อใครๆว่าเธอเหมือนหมู เพราะฉันดูแล้วเธอเหมือนฮิปโปมากกว่า
27. หมอจะผ่าตัดคนไข้ แต่ยาสลบหมด เลยอยากมาขอลมปากเธอไปเป่าให้
28. คงไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เธอทําไม่ได้ นอกจากการที่จะหายเป็นกะเทย
29. แต่งตัวสวยจังเลยวันนี้ รองเท้ารับกับใบหน้าพอดีเด๊ะเลย
30. กําลังใจฉันเริ่มหมด แม้กระทั่งจะตด ยังไม่มีแรง

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
กำลังใจดีๆ ให้ตัวเอง http://www.taladbenz.com/?p=1132 http://www.taladbenz.com/?p=1132 Thu, 29 Mar 2012 02:29:56 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1132 ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า แม้แต่คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง และคนฉลาดที่สุด ก็ยังโง่ในหลายเรื่อง...

...ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีต ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป ที่จะทำใหสิ่งที่ตนฝัน...

...คนที่ไม่เคยหิว ย่อมไม่ซาบซึ้งรสของความอิ่ม ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลว ย่อมหอมหวานกว่าเดิม...

...อันตรายที่สุดของชีวิตคนเราคือ การคาดหวัง อย่า ยอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ เหตุผลของคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลของคน อีกคนนึง ถ้าคุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า ทางข้างหน้าเป็นอย่างไร

...ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง...

...คนเรา ไม่ต้องเก่งไปทุกอย่าง แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้น ที่ได้ทำ...

...หัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง...มากกว่า ]]>
ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า แม้แต่คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง และคนฉลาดที่สุด ก็ยังโง่ในหลายเรื่อง...

...ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีต ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป ที่จะทำใหสิ่งที่ตนฝัน...

...คนที่ไม่เคยหิว ย่อมไม่ซาบซึ้งรสของความอิ่ม ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลว ย่อมหอมหวานกว่าเดิม...

...อันตรายที่สุดของชีวิตคนเราคือ การคาดหวัง อย่า ยอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ เหตุผลของคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลของคน อีกคนนึง ถ้าคุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า ทางข้างหน้าเป็นอย่างไร

...ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง...

...คนเรา ไม่ต้องเก่งไปทุกอย่าง แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้น ที่ได้ทำ...

...หัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง...มากกว่า

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
วิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเอง http://www.taladbenz.com/?p=1128 http://www.taladbenz.com/?p=1128 Wed, 28 Mar 2012 02:39:33 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1128 เมื่อมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิต ใจ จนทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ จนไม่อยากที่จะทำอะไรสักอย่าง ได้แต่นั่งทอดอาลัยไปเรื่อยๆ หายใจทิ้งไปวันๆ หมดกำลังใจในการทำงาน แต่ชีวิตมันยังต้องดำเนินต่อไป แล้วคุณจะทำยังไงดี ลองปฏิบัติตามวิธีสร้างกำลังใจให้กับตัวเองดูนะคะ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปซะหมดหรอกคะ

ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจะเป็นประสบการณ์ชีวิต ที่ทำคุณแข็งแกร่งและเข็มแข็งขึ้น

1. ให้กำลังใจตัวเอง บอกกับตัวเองว่า คุณยังมีหวัง คุณยังมีความสามารถที่จะฝ่าฟันความรู้สึก แย่ๆ นี้ไปได้...เข้มแข็งเอาไว้!

2. บอกใครสักคนให้รับรู้ เพื่อแบ่งปันความรู้สึกต่อกัน แต่ ถ้าหาไม่ได้ กระดาษกับดินสอใกล้มือ เขียนระบายความไม่สบายใจ อารมณ์ที่สลดหดหู่ทั้งหมดลงไป การระบายแบบนี้ จะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ยุคนี้เป็นยุคไอที จะเขียนในสมุดบันทึกออนไลน์ก็ไม่ผิดกติกาอะไร

3. มองหาข้อดีของตัวเอง คนทุกคนจะต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง คุณอาจจะถูกใคร ต่อใครต่อว่ามามากมาย แต่ที่พึ่งสุดท้าย ก็คือ ตัวคุณเอง ดังนั้นขอให้นึกถึงสิ่งดีๆ ที่ตัวเอง ได้เคยทำมาตั้งมากมาย เราทำแบบไม่ได้หวังผลอะไร คิดแต่ว่าทำเพราะอยากทำ ทำแล้วได้ช่วยเหลือคนอื่น คุณก็มีความรู้สึกอิ่มใจ สบายใจที่ได้ทำ

4. มองโลกในแง่ดี สิ่งที่คุณเจอมันไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด ถึงมันจะทำให้คุณรู้สึกแย่ขนาดไหน แต่คุณก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ และท้ายสุดมันก็จะกลายเป็นประสบการณ์สอนใจให้คุณ เข้มแข็งขึ้น

5. อย่าลังเลที่จะเข้าไปหาคนที่เขารักคุณ และบอกกับเขาว่าคุณกำลังรู้สึกแย่ขนาดไหน และคุณต้องการอะไร เขานั่นแหละที่จะเป็นผู้ให้กำลังใจคุณได้เป็นอย่างดี

6. หากิจกรรมทำ อย่าให้ตัวเองอยู่ว่างๆ เฉยๆ เมื่อคุณอารมณ์ดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้วให้ลุกขึ้นสู้ ต่อไป เริ่มจาก "ตั้งใจ" ที่จะทำอะไรสักอย่างให้กับตัวเองหรือคนใกล้ชิด

7. ลงมือลงแรง ทำกิจกรรมที่จะฆ่าเวลา ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ งานบ้าน งานอดิเรก ลงมือแล้วคุณจะรู้ว่า "คุณทำได้!" ยังไม่ได้ด้อยศักยภาพไปอย่างที่คุณคิดทั้งหมด 8. วางแผนอนาคต ดูสิว่าคุณอยากทำหรือต้องทำอะไรบ้าง เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับตัวเองและใช้ ความสามารถให้เต็มที่ และถ้าหากจะต้องล้มอีกคราวหน้า คุณจะได้หายามารักษาแผลให้หาย ได้เร็วยิ่งขึ้น ... ]]>
เมื่อมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิต ใจ จนทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ จนไม่อยากที่จะทำอะไรสักอย่าง ได้แต่นั่งทอดอาลัยไปเรื่อยๆ หายใจทิ้งไปวันๆ หมดกำลังใจในการทำงาน แต่ชีวิตมันยังต้องดำเนินต่อไป แล้วคุณจะทำยังไงดี ลองปฏิบัติตามวิธีสร้างกำลังใจให้กับตัวเองดูนะคะ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปซะหมดหรอกคะ

ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจะเป็นประสบการณ์ชีวิต ที่ทำคุณแข็งแกร่งและเข็มแข็งขึ้น

1. ให้กำลังใจตัวเอง บอกกับตัวเองว่า คุณยังมีหวัง คุณยังมีความสามารถที่จะฝ่าฟันความรู้สึก แย่ๆ นี้ไปได้...เข้มแข็งเอาไว้!

2. บอกใครสักคนให้รับรู้ เพื่อแบ่งปันความรู้สึกต่อกัน แต่ ถ้าหาไม่ได้ กระดาษกับดินสอใกล้มือ เขียนระบายความไม่สบายใจ อารมณ์ที่สลดหดหู่ทั้งหมดลงไป การระบายแบบนี้ จะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ยุคนี้เป็นยุคไอที จะเขียนในสมุดบันทึกออนไลน์ก็ไม่ผิดกติกาอะไร

3. มองหาข้อดีของตัวเอง คนทุกคนจะต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง คุณอาจจะถูกใคร ต่อใครต่อว่ามามากมาย แต่ที่พึ่งสุดท้าย ก็คือ ตัวคุณเอง ดังนั้นขอให้นึกถึงสิ่งดีๆ ที่ตัวเอง ได้เคยทำมาตั้งมากมาย เราทำแบบไม่ได้หวังผลอะไร คิดแต่ว่าทำเพราะอยากทำ ทำแล้วได้ช่วยเหลือคนอื่น คุณก็มีความรู้สึกอิ่มใจ สบายใจที่ได้ทำ

4. มองโลกในแง่ดี สิ่งที่คุณเจอมันไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด ถึงมันจะทำให้คุณรู้สึกแย่ขนาดไหน แต่คุณก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ และท้ายสุดมันก็จะกลายเป็นประสบการณ์สอนใจให้คุณ เข้มแข็งขึ้น

5. อย่าลังเลที่จะเข้าไปหาคนที่เขารักคุณ และบอกกับเขาว่าคุณกำลังรู้สึกแย่ขนาดไหน และคุณต้องการอะไร เขานั่นแหละที่จะเป็นผู้ให้กำลังใจคุณได้เป็นอย่างดี

6. หากิจกรรมทำ อย่าให้ตัวเองอยู่ว่างๆ เฉยๆ เมื่อคุณอารมณ์ดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้วให้ลุกขึ้นสู้ ต่อไป เริ่มจาก "ตั้งใจ" ที่จะทำอะไรสักอย่างให้กับตัวเองหรือคนใกล้ชิด

7. ลงมือลงแรง ทำกิจกรรมที่จะฆ่าเวลา ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ งานบ้าน งานอดิเรก ลงมือแล้วคุณจะรู้ว่า "คุณทำได้!" ยังไม่ได้ด้อยศักยภาพไปอย่างที่คุณคิดทั้งหมด 8. วางแผนอนาคต ดูสิว่าคุณอยากทำหรือต้องทำอะไรบ้าง เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับตัวเองและใช้ ความสามารถให้เต็มที่ และถ้าหากจะต้องล้มอีกคราวหน้า คุณจะได้หายามารักษาแผลให้หาย ได้เร็วยิ่งขึ้น ...

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
สิ่งเดียวที่ผมทำไม่ได้คือ "การยอมแพ้ http://www.taladbenz.com/?p=1125 http://www.taladbenz.com/?p=1125 Mon, 26 Mar 2012 02:33:07 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1125 สิ่งเดียวที่ผมทำไม่ได้คือ "การยอมแพ้" *~ ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน

ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้า ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่
เขลาของตัว เองตลอดเวลา"
ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอ ยต์
ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่สองได้สำเร็จ
ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์" ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง

ชายกลุ่มหนึ่ง...เป็นนักดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบ ริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน" หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพล งที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก

ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป ็นผู้สูงอายุแล้ว
ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท ่านั้น
ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจ นซี่
หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัท บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า "เธอควรไปเรียน
ด้านเลขาฯ หรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร" นั่นเอง

ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ด อันเลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ
ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะ อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินท ุนกับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิ ทธิพลมากที่สุดในโลก
ชาย คนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม "บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้ง
ไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

ผมเชื่อว่าทุกคนเคยแพ้ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว

แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว

คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก ]]>
สิ่งเดียวที่ผมทำไม่ได้คือ "การยอมแพ้" *~ ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน

ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้า ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่
เขลาของตัว เองตลอดเวลา"
ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอ ยต์
ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่สองได้สำเร็จ
ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์" ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง

ชายกลุ่มหนึ่ง...เป็นนักดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบ ริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน" หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพล งที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก

ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป ็นผู้สูงอายุแล้ว
ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท ่านั้น
ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจ นซี่
หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัท บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า "เธอควรไปเรียน
ด้านเลขาฯ หรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร" นั่นเอง

ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ด อันเลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ
ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะ อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินท ุนกับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิ ทธิพลมากที่สุดในโลก
ชาย คนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม "บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้ง
ไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

ผมเชื่อว่าทุกคนเคยแพ้ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว

แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว

คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
ทำใจเป็นกลางเข้าไว้ http://www.taladbenz.com/?p=1122 http://www.taladbenz.com/?p=1122 Wed, 21 Mar 2012 02:23:14 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1122 เคยโกรธใครมากๆไหมคะ ถ้าเราโกรธใครมากๆ ลองอ่านบทความนี้ดูค่ะ

เรามักทุ่มใจ ไปอยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
อย่าเชื่อความรู้สึก อย่าเชื่ออารมณ์ อย่ายินดี ยินร้าย
พยายามรักษาใจเย็น ใจดี ใจกลาง ๆ
ปกติเราทำผิดเหมือนกัน เท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าเขา
แต่ความรู้สึกของเรามักจะมากกว่าเขา
และไม่เห็นความผิดของตัวเองเลยน่ากลัวจริง ๆ
สังเกตุดู คนที่ขี้บ่น ขี้โมโหว่าคนอื่นทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก
ตัวของเขาเอง คิดดี พูดดี ทำดีไหม….ก็อาจจะไม่
เราเองก็เหมือนกัน เมื่อเราเกิดอารมณ์ไม่พอใจ
อย่าเชื่อความรู้สึกให้ระงับอารมณ์เสีย ทำใจเป็นกลาง ๆ ไว้

อ่านบทความนี้อย่าลืมเก็บไปคิดนะคะ บางทีเราอาจคิดว่ามันทำยาก ที่จะระงับอารมณ์โกรธ ให้เราคิดอยู่เสมอว่าเมื่อเราโกรธ คนที่เจ็บปวดคือเรา ให้รักตัวเองให้มากๆ อย่ารักคนอื่นมากกว่าตัวเอง เค้าจะคิด จะพูด จะว่าอะไรเราก็ช่าง ให้คิดซะว่า อยากพูดก็พูดไป เราไม่สะทกสะท้าน ]]>
เคยโกรธใครมากๆไหมคะ ถ้าเราโกรธใครมากๆ ลองอ่านบทความนี้ดูค่ะ

เรามักทุ่มใจ ไปอยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
อย่าเชื่อความรู้สึก อย่าเชื่ออารมณ์ อย่ายินดี ยินร้าย
พยายามรักษาใจเย็น ใจดี ใจกลาง ๆ
ปกติเราทำผิดเหมือนกัน เท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าเขา
แต่ความรู้สึกของเรามักจะมากกว่าเขา
และไม่เห็นความผิดของตัวเองเลยน่ากลัวจริง ๆ
สังเกตุดู คนที่ขี้บ่น ขี้โมโหว่าคนอื่นทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก
ตัวของเขาเอง คิดดี พูดดี ทำดีไหม….ก็อาจจะไม่
เราเองก็เหมือนกัน เมื่อเราเกิดอารมณ์ไม่พอใจ
อย่าเชื่อความรู้สึกให้ระงับอารมณ์เสีย ทำใจเป็นกลาง ๆ ไว้

อ่านบทความนี้อย่าลืมเก็บไปคิดนะคะ บางทีเราอาจคิดว่ามันทำยาก ที่จะระงับอารมณ์โกรธ ให้เราคิดอยู่เสมอว่าเมื่อเราโกรธ คนที่เจ็บปวดคือเรา ให้รักตัวเองให้มากๆ อย่ารักคนอื่นมากกว่าตัวเอง เค้าจะคิด จะพูด จะว่าอะไรเราก็ช่าง ให้คิดซะว่า อยากพูดก็พูดไป เราไม่สะทกสะท้าน

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179
บทความสอนใจ http://www.taladbenz.com/?p=1119 http://www.taladbenz.com/?p=1119 Tue, 20 Mar 2012 02:30:12 +0000 http://www.taladbenz.com/?p=1119 1. คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกันขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น"คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควรคนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว.... ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "

2. โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง... แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน

3. คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือคนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ ฟูมฟาย ได้เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น อาจจะเคยได้ยินว่า " คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถ ร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"

4. เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่าทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้ว อาจจะลืมไปว่า ณ วันที่ผ่านมา" สาระ"ในชีวิตของเค้า คืออะไร

5. ครอบครัวไทยมักจะเลี้ยงลูกผู้หญิงให้เป็นฝ่ายถูกเลือก คอยสั่งสอนให้ทำตัวเรียบร้อย ไม่อย่างนั้น จะไม่มีใครเลือกไปเป็นคู่ครอง.... แต่ความจริงแล้วผู้ชาย และผู้หญิง เราต่างเลือกซึ่งกันและกันมากกว่า

6. เพื่อนที่ดีที่สุด คือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกัน โดยไม่พูดอะไรกันซักคำ แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึก เหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด

7. ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไปปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อน เพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอก เค้ายังไง เพราะเราเป็นแค่เพื่อน.... แต่ความจริงแล้วคุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก

8. ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด

9. ก่อนที่วันนี้ คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา... คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า

10. เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น 11. มีสติ สตางค์อยู่ ก็ปลีกเวลาไปใช้เสียบ้าง อีกหน่อยไม่มีสติแต่มีสตางค์...ก็สายไปเสียแล้ว

12. เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...เวลาใครรักเรา เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...แต่ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้า และเค้าก็รักเรา เราจะผลัดกันตัวเล็กตัวใหญ่

13. วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดี ให้กับคนที่มีปัญหาด้วย "เอาไหล่ให้เค้าพิง เอามือให้เค้าจับ" ..... 100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1 สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ

14. คุณรู้ไหมว่า อายุคนเราเฉลี่ย 76 ปีนั่นคือแค่ 3952 อาทิตย์เท่านั้น คุณหมดเวลาไปกับการนอนถึง 1317 อาทิตย์ ซึ่งเท่ากับว่า คุณเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2635 อาทิตย์เท่านั้นเอง

15. ลองฉลองวันเกิดกับครอบครัวสักปี แล้วคุณจะได้รู้ว่า เมื่อตอนที่คุณร้องไห้จ้าในวันเกิดวันแรก คนในครอบครัวคุณ มีความสุขกันขนาดไหน....... ]]>
1. คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกันขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น"คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควรคนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว.... ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "

2. โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง... แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน

3. คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือคนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ ฟูมฟาย ได้เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น อาจจะเคยได้ยินว่า " คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถ ร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"

4. เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่าทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้ว อาจจะลืมไปว่า ณ วันที่ผ่านมา" สาระ"ในชีวิตของเค้า คืออะไร

5. ครอบครัวไทยมักจะเลี้ยงลูกผู้หญิงให้เป็นฝ่ายถูกเลือก คอยสั่งสอนให้ทำตัวเรียบร้อย ไม่อย่างนั้น จะไม่มีใครเลือกไปเป็นคู่ครอง.... แต่ความจริงแล้วผู้ชาย และผู้หญิง เราต่างเลือกซึ่งกันและกันมากกว่า

6. เพื่อนที่ดีที่สุด คือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกัน โดยไม่พูดอะไรกันซักคำ แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึก เหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด

7. ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไปปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อน เพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอก เค้ายังไง เพราะเราเป็นแค่เพื่อน.... แต่ความจริงแล้วคุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก

8. ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด

9. ก่อนที่วันนี้ คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา... คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า

10. เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น 11. มีสติ สตางค์อยู่ ก็ปลีกเวลาไปใช้เสียบ้าง อีกหน่อยไม่มีสติแต่มีสตางค์...ก็สายไปเสียแล้ว

12. เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...เวลาใครรักเรา เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...แต่ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้า และเค้าก็รักเรา เราจะผลัดกันตัวเล็กตัวใหญ่

13. วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดี ให้กับคนที่มีปัญหาด้วย "เอาไหล่ให้เค้าพิง เอามือให้เค้าจับ" ..... 100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1 สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ

14. คุณรู้ไหมว่า อายุคนเราเฉลี่ย 76 ปีนั่นคือแค่ 3952 อาทิตย์เท่านั้น คุณหมดเวลาไปกับการนอนถึง 1317 อาทิตย์ ซึ่งเท่ากับว่า คุณเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2635 อาทิตย์เท่านั้นเอง

15. ลองฉลองวันเกิดกับครอบครัวสักปี แล้วคุณจะได้รู้ว่า เมื่อตอนที่คุณร้องไห้จ้าในวันเกิดวันแรก คนในครอบครัวคุณ มีความสุขกันขนาดไหน.......

]]>
http://www.taladbenz.com/?feed=rss2&p=179